บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๙

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2562 - 16:29 น.
AA 14

เสียงสั่นเครือแหบพร่าของชนม์ชาติที่บอกเล่าเรื่องราวอยู่ข้างหูนั้น... ทำเอาฉัตรแก้วต้องนึกประหวั่น พรั่นพรึง เพราะบังเกิดความซ่านชาจากปลายเท้าเคลื่อนขึ้นมาจุกที่คอหอยอย่างช่วยไม่ได้ หล่อนเป็นเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ความตาย...

หล่อนเอื้อมมือเข้าลูบผมของเขาเป็นเชิงปลอบประโลม และไล่ระดับไปจนถึงแผ่นหลังที่เย็นชื้นของชนม์ชาติ มองจ้องใบหน้าของเขาจึงเห็นว่า มีร่องรอยของน้ำตาเจืออยู่ในดวงตาแดงเรื่อคู่นั้น

“อย่าจากผมไปไหนนะ” เขาเอ่ยพลางประทับจูบลงกับริมฝีปากของหล่อน

“แม่ของคุณก็คงจะคิดถึงคุณเหมือนกัน แม่ถึงได้มาหาคุณนะ” หล่อนพูดไปตามความเชื่อของตัวเอง

“ผมฝันว่าผมร้องไห้ แล้วผมก็ร้องออกมาจริง ๆ ” เขาเล่าไปถึงสิ่งที่ประสบกับตัวเอง ซึ่งดูแปลกในความรู้สึกว่า ความฝันกับความจริงเชื่อมต่อกันได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ ?

“อืม... ฉัตรก็เคยร้องไห้แบบนี้ ตกใจตัวเองเหมือนกันที่ร้องไห้ออกมาจริง ๆ พอตื่นมาก็ยังร้องต่อนะ เพราะเหมือนยังรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่ฝันอยู่”

เขาพยักหน้ารับคำหล่อน “ผมยังจำความรู้สึกตอนที่แม่ผมตายได้ วันนั้นผมเสียใจมาก ผมไม่เคยทำใจได้ที่แม่ผมต้องจากไปเร็วแบบนี้”

“ดูคุณจะรักแม่คุณมากนะ” หล่อนกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอเบ้าอยู่รำไร พลางสูดหายใจเข้าที หนึ่งซึ่งฟังคล้ายกับเสียงสะอื้น “อยากทำบุญให้แม่มั้ย ? เผื่อว่าแม่จะรับรู้ได้ว่าคุณก็คิดถึงเหมือนกัน”

แล้วเขาก็เข้าสวมกอดโน้มตัวลงทาบตัวหล่อนอีกครั้งเป็นการทิ้งท้าย หล่อนโอบรัดรับสัมผัสอันแนบแน่นจากร่างของแฟนหนุ่มพลางกดปากลงบนบ่าของเขา สัมผัสเหล่านี้เรียกเอาความรู้สึกเก่า ๆ ขึ้นมาแล่นวนอยู่ในความทรงจำอีกครั้ง... มันเป็นภาพเหตุการณ์ที่ก่อร่างสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน จนนำพาให้หล่อนได้มานั่งคุยกับเขาอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้

หล่อนเคยนั่งคุยกับเขาที่บาร์เหล้าแห่งหนึ่ง... แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าเขาพูดอะไรเสียยืดยาวจนหล่อนตอบเขาไป ว่า “ฉัตรไม่เคยมีคนมาจีบหรอกค่ะ... เคยมีแต่คนมาขอนอนด้วย” พลางจิกตาใส่เขา ราวกับจะบอกอ้อม ๆ ให้รู้ว่าหล่อน ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะจริงจังอะไรด้วย เขาพยักหน้ารับเบา ๆ แต่ก็ไม่ยอมหยุดบทสนทนาเอาไว้แค่นั้น...

ซึ่งจริง ๆ แล้วหล่อนก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท แต่เขามาพูดย้ำให้หล่อนฟังหลังจากวันนั้น เมื่อเขาและหล่อนได้เปลี่ยนสถานะจากคนรู้จักมาเป็นคนรักแล้วว่า “คุณรู้ไหมว่าวันนั้นน่ะ คำพูดของคุณทำเอาผมสะอึกนะ ? แต่มันกลับทำให้ผมอยากคุยกับคุณมากขึ้น เพราะดูเหมือนว่าคุณจะไม่ได้มองความสัมพันธ์แบบผู้หญิงคนก่อนๆ ที่ผมเคยคบมา” เขาเอ่ยขึ้น ขณะที่อยู่ด้วยกันเพียงลำพังในห้องชุดชั้นสิบเจ็ดของเขา

“แล้วคุณก็เคยบอกผมว่า ของแบบนี้คุณจะใช้เงินซื้อเอาก็ได้” แล้วเขาก็เอ่ยอีกถ้อยคำหนึ่ง ที่หล่อนเคยพูดไว้ ทำให้หล่อนออกจะแปลกใจ ที่เขาช่างจำช่างจำถ้อยคำที่มีแววประชดประชันเหล่านั้นได้ วันนั้นหล่อนยิ้มเป็นเชิงยอมรับว่าหล่อนเคยพูดอย่างนั้นจริง ๆ แล้วก็จำได้ด้วยว่า ที่บาร์นั่นเขาตอบกลับมาว่า

“ผมยอมรับได้นะที่ผู้หญิงจะทำอะไรแบบนี้... แต่คุณรู้มั้ยว่า ถ้าคุณลองได้มีความรักจริง ๆ แล้วล่ะก็ คุณจะไม่พูดอะไรแบบนี้หรอก ? ” ซึ่งคำพูดนั่นทำให้หล่อนไม่นึกอยากจะต่อความอะไร พลางกลอกตาให้เป็นนัยว่า แล้วไง ? แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้อ่านความคิดหล่อนไปว่าอย่างนั้นด้วย

และต่อจากวันนั้นทั้งคู่ก็พากันไปกินเที่ยว พูดคุยกันที่นั่นที่นี่ จนกลายเป็นความรู้สึกว่าสนุกและสบายใจที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องระมัดระวังอะไรมากนัก... จนนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบคนรักในเวลาต่อมาได้อย่างไม่รู้สึกประดักประเดิด

“ทำอะไรน่ะฉัตร ? ” แฟนหนุ่มเอ่ยทักเมื่อเดินลงบ้านมา แล้วเห็นกองดอกไม้บนโต๊ะตัวที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์

“จะจัดดอกไม้ถวายพระสักที คิดมาหลายวันแล้ว” หล่อนตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา

“ฮึ ๆ ” เขาทำเสียงหัวเราะต่ำ ๆ แล้วผละออกไปเปิดตู้เย็นหลังเคาน์เตอร์ หยิบขวดน้ำอัดลมเปิดฝาแล้วยกดื่ม เมื่อสายตาเหลือบไปมองดอกไม้สีม่วงที่เรียกว่าดอกรักกองนั้นอีกครั้ง ก็นึกขึ้นมาได้ว่าหล่อนคงไปเด็ดมาจากมุมกำแพงข้างบ้าน ดอกรักต้นนี้สูงใหญ่จนยอดพ้นขอบกำแพง เขาจำได้ว่าเมื่อแรกเห็น หล่อนสะกิดให้เขาดูต้นไม้นี้อย่างพอใจว่า “ดูสิ ! มีต้นดอกรักด้วย ฉัตรจะไม่เอาต้นนี้ออกนะ” เขาคิดพลางทอดสายตามองกวาดไปรอบบ้านอย่างไม่ใส่ใจนัก

จากนั้นจึงเข้าไปตั้งเตาทำอาหารเช้า ทิ้งให้หล่อนอยู่กับความทรงจำในวัยเด็กที่เคยเก็บดอกรักที่ขึ้นอยู่ข้างทาง เอามาร้อยเล่นที่บ้านตามประสาเด็ก ๆ ได้เป็นมาลัยดอกรักเล็ก ๆ เรียงบนเส้นด้ายเป็นพวงกลม แต่ในวันนี้หล่อนกลับร้อยมันเข้ากับไม้เสียบลูกชิ้นต่างทางมะพร้าว ที่ฝานด้านหนึ่งออกเหลือเพียงครึ่งเพื่อให้ได้ก้านไม้ที่ดูอ่อนช้อย โค้งงอออกเป็นพุ่มเมื่อยามที่ปักลงในแจกันแล้ว ตามตัวอย่างที่เคยได้เห็นในละครย้อนยุค แม้ว่าความจริงจะทำออกมาได้เป็นเพียงพุ่มเตี้ย ๆ เรียบ ๆ ไม่ได้ประณีตงดงามอย่างนั้นก็ตามที

“พรุ่งนี้เราตื่นมาใส่บาตรกันดีมั้ย ? ” เขาเอ่ยถาม เมื่อยกจานเบค่อนทอดออกมาวางเตรียมเป็นอาหารเช้า

“อื้อ... เอาสิ” หล่อนสนับสนุน

“เอาไข่กี่ฟอง ? ” เขาสลับกลับไปถามถึงอาหารเช้า

“ฟองเดียวก็พอ...” หล่อนตะโกนบอก เพราะเห็นเขาผลุบหายเข้าไปในครัวเสียก่อนที่จะได้คำตอบ

แจกันเสร็จแบบพอไปวัดไปวาได้ หล่อนวางพักไว้เพื่อรับอาหารเช้ากับเขาก่อน จึงค่อยยกแจกันขึ้นไปวางบนหิ้งพระ พร้อมท่องบทสวดมนต์สั้น ๆ ตามความทรงจำของหล่อน โดยมีเขาและอีกหนึ่ง ร่าง ติดตามขึ้นไปกราบพระด้วยอย่างเงียบเชียบ... หล่อนเพ่งมองพระประธานอยู่เพียงครู่ เพื่อจะจดจำสายพระเนตรของท่านที่หลุบลงต่ำอย่างนั้นไว้ในมโนสำนึก

และไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรืออย่างไร ? ...ช่วงเช้าของวันนั้นผ่านไปอย่างเนิบนาบเอื่อยเฉื่อย บรรยากาศในร้านค่อนไปทางเงียบ เพราะลูกค้าแต่ละคนที่เข้ามานั้นนั่งกันอย่างเรียบร้อยง่วนอยู่แต่กับกิจกรรมของตัวเอง บ้างก็ทำงานกับแล็ปท็อป บ้างก็อ่านหนังสือ ไม่ค่อยมีใครสร้างบทสนทนาอะไรกันมากมาย ร้านจึงเงียบจนเหมือนจะได้ยินเพียงแค่เสียงเพลงบรรเลงด้วยแซกโซโฟน ที่หล่อนเปิดคลอสร้างบรรยากาศครื้ม ๆ ภายในร้านเท่านั้น

ร่าง นั้นก็เช่นกัน เขานั่งนิ่งค่อย ๆ พลิกฝ่ามือเปิดหนังสือนิยายเรื่อง “The Endless Rain” แล้วกวาดตาอ่านไปทีละหน้า ๆ จนเวลาช่วงเช้าล่วงไปโดยไม่มีใครในที่นั้นจะสังเกตเห็นเขาได้เลย...

ในขณะที่หล่อนกำลังนั่งมองท่วงท่า และสีหน้าของนางแบบโฆษณาซึ่งปรากฏเป็นหน้าแรก ๆ ของหนังสือแฟชั่น ซึ่งบ้างก็เป็นโฆษณากระเป๋า บ้างก็เครื่องสำอาง บ้างก็น้ำหอมอย่างสบายอารมณ์ พลางคิดวิเคราะห์ไปว่าอะไรที่ทำให้ภาพเหล่านี้ถูกชูขึ้นเป็นตัวแทนของสินค้า ? ความมั่นใจของนางแบบอย่างนั้นหรือ ? หรือความครบเครื่องของเสื้อผ้าหน้าผมที่ถูกคิดตกแต่งมาเป็นอย่างดี ? หรือว่าความสวยงามของเครื่องหน้าและทรวดทรงที่ดูสมบูรณ์แบบได้อย่างนั้น ? อยู่ข้างหลังเคาน์เตอร์ปูนปิดทับด้วยแผ่นกระดานคล้ายเนื้อไม้ ...ซึ่งเดิมทีแล้วบ้านไม่ได้มีพื้นที่ส่วนนี้ หากแต่ชั้นล่างแบ่งเป็นสองห้อง โดยห้องแรกคือห้องที่ขึ้นบันไดหน้าบ้านมาก็จะเจอหมู่เก้าอี้นั่งเล่นสำหรับรับแขกและพักผ่อนเท่านั้น ซึ่งกินพื้นที่ยาวไปถึงทางขึ้นบันไดสู่ชั้นสอง จึงมีผนังกั้นเป็นห้องสำหรับทำครัวเพียงหนึ่งในสามของบ้านและมีประตูเปิดออกสู่ด้านหลังอีกบาน

...บัดนี้ห้องส่วนหน้าใช้เป็นพื้นที่วางหมู่เก้าอี้นับสิบชุด และด้านที่ติดกับผนังห้องครัวก็ก่อเป็นเคาน์เตอร์สูงระดับหน้าอก หันหน้าออกไปทางประตูหน้าบ้าน ใช้สำหรับวางตู้แช่แข็ง และเครื่องชงกาแฟเป็นหลัก ผนังด้านหลังประดับกระเบื้องเล็ก ๆ เรียงสลับสีฟ้าและเขียวไล่ระดับเข้มอ่อน รับกับสีเดิมของตัวบ้านและกระจกสีเหนือหน้าต่าง ซึ่งเครื่องเคราเหล่านี้ทำให้บรรดาลูกค้าที่มาที่นี่ต่างก็รู้สึกว่า ...เพียงแค่ได้เปิดประตูไม้บานคู่เข้ามาก็ต้องรู้สึกอิ่มเอมกับการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่แล้ว ซึ่งเป็นที่ที่บางส่วนของปัจจุบันกับอดีตได้ซ้อนทับกัน อย่างบังเอิญและจงใจในคราวเดียวกัน จนกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ราวกับจะสะท้อนฟ้องให้เห็นสิ่งเดียวกันนี้ ที่อุบัติขึ้นอย่างเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชั่วชีวิตของมนุษย์อย่างเรา ๆ

วูบหนึ่ง... ที่เมฆเคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงอาทิตย์ แสงสว่างภายในบ้านก็ลดต่ำลง จนรู้สึกได้ถึงความโดดเด่นของแสงนวลกระจ่างจากดวงไฟบนผนังที่เปิดประดับไว้ หล่อนบ่ายหน้าไปมองโคมไฟกระจกสีเขียวหล่อเป็นริ้วโค้งบนผนังซึ่งติดกับทางขึ้นบันได แปลก ! ทำไมโคมไฟดวงนี้ถึงให้ความรู้สึกอุ่นและเย็นไปพร้อม ๆ กันได้อย่างน่าประหลาด ?

วูบหนึ่ง... เพียงไม่กี่นาทีผ่านไป แสงภายในบ้านก็กลับมาสว่างจ้าอีกครั้ง เมื่อลมหอบเอาเมฆก้อนนั้นพ้นไปแล้ว ลำแดดอันร้อนแรงของดวงอาทิตย์เวลานี้ลามเลียเข้ามา เกิดเป็นเงาลายหยาดน้ำฝนของแผ่นไม้ฉลุที่ประดับไว้เหนือหน้าต่างซึ่งทอดตัวพาดมาบนโต๊ะไม้ชุดที่วางตรงหน้าเคาน์เตอร์

...และเวลานี้ ร่าง นั้นก็พลันสลายไป ราวกับน้ำที่ระเหยเมื่อยามต้องความร้อนแรงของไอแดด

“นี่มันหน้าฝนหรือหน้าร้อนเนี่ย ? ”

แฟนหนุ่มเดินย่องออกจากครัวมาบ่นให้ได้ยินเพียงสองคน หล่อนทำเสียงแค่นหัวเราะเป็นเชิงว่าเห็นด้วยกับความคิดนั้น เพราะอากาศอบอ้าวอย่างนี้ติดต่อกันมาสักสองสามวันแล้ว และมันก็ร้อนจนน่าจะได้เวลาที่ฝนจะต้องตกลงมาสักที

...ครื่น ๆ ! เสียงฟ้าคำรามสั้น ๆ ทำให้หล่อนนึกดีใจไปล่วงหน้าที่มีวี่แววว่าฝนจะตกในวันนี้ ก่อนจะเดินออกไปชะเง้อที่หน้าต่างเพื่อดูเค้าเมฆว่ามีมากแค่ไหน ? แต่ก็เห็นเพียงกลุ่มเมฆสีเทาจางๆ ลอยอยู่เพียงกระจุกเดียวเท่านั้น จึงไม่อาจมั่นใจได้ว่าฝนจะตกลงมาจริง ๆ

พอตกค่ำย่ำดึก... เมื่อจัดการงานต่าง ๆ หลังจากปิดร้านลุล่วงไปแล้ว สายฝนก็เริ่มโรยลงมาส่งสำเนียงกลบกลืนเสียงยวดยานบนถนนหน้าบ้าน ไม่ให้อยู่ในความสนใจของฉัตรแก้วเช่นในคืนก่อน ๆ แต่กลับดึงดูดให้หล่อนนอนมองเงาลางของสายฝนในความมืดนอกหน้าต่างจนกระทั่งค่อยซาลงไป และมีเสียงน้ำดังซ่าจากฝักบัวในห้องน้ำเพราะชนม์ชาติเข้าไปล้างตัวก่อน หล่อนจึงค่อยเดินเปลือยกายลุกตามไป ก่อนที่ทั้งคู่จะกลับมานอนบนเตียงด้วยกันอีกครั้ง

“เจ็บมั้ย ? ” เสียงของชนม์ชาติถามถึงความรู้สึกบนผิวส่วนบอบบางของหล่อนหลังจากที่เขาถอนกายออก ทำให้หล่อนหวนนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ที่ปล่อยตัวให้ไหวไปตามแรงโถมของเขาจากข้างหลังของหล่อน ซึ่งแม้จะรู้สึกแปลบ ๆ บ้าง แต่นั่นก็ทำให้เกิดความรู้สึกหวามไหวอยู่ไม่น้อย จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ทำให้หล่อนเข้าถึงความรู้สึกอันเป็นที่สุด แม้ว่าที่จริงแล้วหล่อนอาจจะสามารถรู้สึกได้มากกว่านี้อีกก็ตาม

“ก็นิดนึงน่ะ...” หล่อนตอบไปตามความรู้สึกจริงที่แท้จริง ด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มจาง ๆ และน้ำเสียงเรียบเรื่อยอย่างเช่นในทุก ๆ ครั้งที่หล่อนต้องตอบคำถามอย่างนี้

เขาจึงถามต่อด้วยความห่วงใยถึงความรู้สึกพิเศษอันเป็นที่สุด ที่เขาตั้งใจจะมอบให้แก่หล่อน ซึ่งหล่อนก็บอกเล่าถึงความไม่มั่นใจในความรู้สึกเช่นว่านั้นอย่างเปิดเผย และก็ถามเขากลับบ้างด้วยความที่ก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องราวความรู้สึกอันละเอียดลึกซึ้งอย่างนี้จากในมุมของเขาได้อย่างครบถ้วน

เขาพยักหน้าพลางเอ่ยตอบรับ ทำให้หล่อนรู้สึกสบายใจว่าถึงหล่อนจะรู้สึกเจ็บบ้าง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่ปรารถนา แม้ว่าตามที่หล่อนรู้มานั้น นี่อาจจะไม่ใช่สัญญาณที่ดีสัก บทสนทนาที่เกิดขึ้นจึงดูอบอวลไปด้วยความพยายามที่จะเข้าอกเข้าใจถึงความรู้สึกของกันและกัน ซึ่งหล่อนนับว่าสิ่งนี้มีค่ามากกว่าสิ่งใด ✵


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๙