บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๘

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 - 08:53 น.
AA 9

ฉัตรแก้วพยายามเดินออกมารับหน้าลูกค้าโดยเร็วที่สุด แต่ก็เพราะอาการเมาค้างที่ทำให้หล่อนเคลื่อนไหวตัวเร็ว ๆ ตามปกติไม่ได้ และรู้สึกคล้ายจะหน้ามืดจึงลดความเร็วของฝีเท้าลง พยายามตั้งศีรษะตรง ๆ และปรับสีหน้าให้ดูอารมณ์ดีอีกนิดซึ่งตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง ตรงรี่เข้ามายืนจดออเดอร์จากลูกค้า และเมื่อหล่อนหันหลังเดินกลับมายืนหลังเคาน์เตอร์ หล่อนก็เห็นสายตาของสองสาวผู้เป็นลูกค้ามองมาทางเคาน์เตอร์ แต่เบี่ยงลงต่ำจากตัวหล่อนเล็กน้อยคล้ายกับกำลังยิ้มให้ใครบางคน ซึ่งหล่อนเองก็ไม่ใคร่จะคิดว่ากำลังยิ้มให้หล่อนสักเท่าไหร่

แล้วสองสาวนั่นยิ้มให้ใคร ? หล่อนคิดทั้งที่ใบหน้ายังคงรักษาความเบิกบานเอาไว้ เป็นเชิงราวกับว่าจะยิ้มให้ลูกค้าหากลูกค้ายิ้มให้หล่อนจริง ๆ ? แต่ไม่วายที่จะเหลือบมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าข้างหน้าตัวหล่อน ซึ่งเป็นชุดเก้าอี้ไม้ลงสีเคลือบเป็นมันเงาเสริมเบาะลายดอกไม้เล็ก ๆ สีเหลืองมัสตาร์ดหม่น ๆ สายตาหล่อนมองผ่านร่างของเขาไปราวกับอากาศ เพราะเขาเกรงว่าหล่อนจะตกใจจนเป็นลมล้มพับถ้าเกิดเห็นเขาเข้า พร้อมกับบอกกับหล่อนเบา ๆ ว่า

“อีกไม่นานหรอกแม่ช่อ หล่อนจะได้เห็นฉันเต็มตา...”

“อุ้ย ! เขาไปไหนแล้วล่ะ ? ” เสียงสตรีนางหนึ่งกระซิบถามเพื่อนที่มาด้วยกัน ด้วยท่าทางกระเซ้ากรุ้มกริ่มอย่างเปิดเผย ผิดกับเมื่อครู่ก่อนที่ เห็น ว่าผู้ชายคนนั้นยังนั่งอยู่ในร้าน ซึ่งกำลังจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์

“ไม่รู้สิ... งานดีเนอะ” เพื่อนเจ้าหล่อนตอบพลางชะเง้อชะแง้ไปทั่วร้านทั้งด้านในและด้านนอก เผื่อว่าจะทันได้เห็นหลังไว ๆ ของเขาเดินไปที่ไหน แต่เมื่อมองไม่เห็นเช่นนั้นจึงได้แต่หันกลับมาพยักเพยิดให้กัน แล้วหัวเราะชอบอกชอบใจ แต่เพราะเสียงเครื่องปั่นน้ำแข็งดังกลบทำให้ฉัตรแก้วได้ยินเสียงซุบซิบของสองสาวไม่ถนัดนัก จึงไม่รู้ว่า เขา กำลังเป็นหัวข้อสนทนานั่น หล่อนจึงคิดเอาเองว่าสองสาวคงกำลังเอ่ยถึงผู้ชายบางคนที่หล่อนไม่รู้จักอยู่ จึงไม่ได้ให้ความสนใจอะไรด้วย

เวลาผ่านไปจนราว ๆ เที่ยงวัน รถของชนม์ชาติจึงเข้ามาจอดเทียบรถคันอื่น ๆ ของลูกค้าที่ลานหน้าบ้าน เขากดล็อคที่รีโมทพร้อมกับหิ้วของติดมือมาสองสามอย่างวางลงในครัว และมีฉัตรแก้วเดินตามเข้าไปด้วย

“แอร์มันช็อตน่ะ ฟิวส์มันร้อนเกินเลยดับไป แต่ให้ช่างดูแล้วล่ะตอนนี้แอร์ก็เย็นเหมือนเดิมแล้ว” เขาอธิบายถึงเรื่องที่ทำให้ต้องเสียเวลาเมื่อเช้านี้

“กริ๊ง...” เสียงกริ่งที่เคาน์เตอร์สำหรับให้ลูกค้าเรียกดังขึ้นทำให้หล่อนออกมารับหน้า

“รบกวนขอถุงทองเพิ่มที่นึงนะคะ”

“ค่ะ” หล่อนเหลือบไปมองโต๊ะที่ลูกค้าลุกมาแวบหนึ่งแล้วพูดย้ำ “โต๊ะสามนะคะ” จากนั้นก็กลับไปในครัวเพื่อลงมือทอดของว่างตามสั่ง เขาเห็นหล่อนเตรียมตั้งไฟจึงผละออกมาที่เคาน์เตอร์พร้อมกับบอกว่า

“ผมดูหน้าร้านนะ”

แล้ววันทั้งวันนั้น หล่อนก็ขลุกตัวอยู่แต่ในครัวคอยจัดอาหารและของว่างส่งให้เขาเสิร์ฟหน้าร้านแทน เพราะอาการเมาค้างนั่นทำให้หล่อนไม่นึกอยากปะหน้าผู้คน และถือโอกาสแอบเอนหลังผ่อนคลายมองสวนหลังบ้านเงียบๆขณะที่เว้นช่วงการทำงานบ้างเป็นพัก ๆ

ตกดึกเมื่อหล่อนเดินขึ้นห้องนอนก็หยุดยืนไหว้พระบนหิ้ง พลางนึกขึ้นมาได้ว่าจนหมดวันแล้วก็ยังไม่ได้จัดดอกไม้มาถวาย แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่วันนี้เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น อีกทั้งร่างกายหล่อนก็ไม่ค่อยปกตินัก จึงตั้งใจจะผัดไปเป็นวันรุ่งขึ้น ว่าแล้วก็ล้มร่างสะโหลสะเหลของตัวเองลงนอนราบกับที่นอนแล้วหลับไปง่ายดายราวกับปิดสวิตช์ ปล่อยให้เขายังคงนอนดูคลิปข่าวสารต่าง ๆ บนเตียงเคียงข้างหล่อนจนดึกดื่นเที่ยงคืน

เทียนชัยยังนอนไม่หลับแม้จะเป็นเวลากลางดึกแล้ว เขาพลิกตัวไปมาอย่างกระวนกระวายด้วยอารมณ์อันพลุ่งพล่านของร่างกายแห่งวัยหนุ่มกระสัน เมื่อหันไปมองร่างของช่อแก้วที่นอนหลับสนิทเพราะล้าจากการสาละวนทำงานบ้านงานเรือนทั้งวันอยู่เงียบ ๆ ข้างตัวเขา จึงโผรุกเข้าไปโอบกอดด้วยเสน่หาและเผยความต้องการอย่างล้นปรี่ จากนั้นก็พยายามปลดชุดของหล่อนออก ปลุกให้หล่อนรู้สึกตัวตื่นขึ้นถามอย่างงัวเงียว่า

“อะไรคะคุณเทียน ? ”

“อย่าเพิ่งหลับสิ อยู่กับฉันก่อน” จากนั้นก็ขึ้นคร่อมกลางตัวหล่อน ใช้มือจับคางแรงๆ ให้เชิดขึ้น จนหล่อนต้องสะดุ้งเพราะความเจ็บที่ไล่ให้ความง่วงหายไป แต่กลับทิ้งอารมณ์อันขุ่นข้องไว้ในใจแทน

“โอ๊ย ! ” หล่อนร้องแต่เขาก็มิไยจะใส่ใจ กลับกดหน้าไซ้ไปตามเรือนกายของหล่อนตั้งแต่ซอกคอลงไป มืออีกข้างก็ปาดป่ายบดขยี้บนเนื้อเนินนั้นอย่างบ้าคลั่งขณะส่งลมหายใจถี่แรง จากนั้นก็ลดมือลงไปแตะต้องผิวอันบอบบางของหล่อน แต่กลับส่งสัมผัสเข้าไปจนหล่อนต้องสะดุ้งเขยิบตัวหนีด้วยความรู้สึกราวกับถูกกรีดเนื้อ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขาได้จังหวะที่จะส่งแรงเข้าไปย้ำให้ลึกขึ้นกว่าเดิม หล่อนจับมือข้างนั้นของเขาไว้เป็นเชิงห้าม แต่สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยให้เขาทำทุกอย่างตามแต่ใจของเขา

จากนั้นเขาก็ยกตัวขึ้นเข้าใกล้ใบหน้าของหล่อน บีบปากให้เผยอออกรับความปรารถนาที่จะถูกปรนนิบัติด้วยสัมผัสอันแนบชิดอบอุ่นจากหล่อน ด้วยความตกใจดังนั้นหล่อนจึงเบือนหน้าหนี เพราะไม่คุ้นชินกับสิ่งที่เขาบังคับให้หล่อนทำ

“ช่อแก้ว ! ” เขาขึ้นเสียงเป็นเชิงออกคำสั่ง แต่พอหล่อนพยายามเผยอปากออก เขาก็ส่งแรงกดลงลึกเข้าไปในคออีก ทำให้หล่อนต้องสำลักคล้ายจะขย้อนเอาสิ่งนั้นออกมาจนน้ำตาไหลพรากเพราะหายใจไม่ออก พลางเอามือทั้งสองข้างยั้งไม่ให้เขาโถมตัวเข้ามามากเกินไป และต้องยื้อยุดอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขาพอใจ

แต่ก็ไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขานึกอยากจะแกล้งให้หล่อนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เพื่อให้เขาถึงอารมณ์อันเป็นที่สุดอีกครั้งหนึ่ง จึงก้มลงใช้ปากดูดกลืนเนินเนื้อแรง ๆ แล้วใช้แรงกัดทึ้งขึ้นมาอย่างมิไยว่าหล่อนจะเจ็บปวดสักเพียงใด แล้วหล่อนก็กรีดร้องออกมาสุดเสียง พลางเกร็งร่างที่มีเหงื่อผุดออกมาเพราะความตื่นกลัว หล่อนไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่า การจะต้องร่วมเตียงกับสามีนั้นจะสร้างความทรมานได้มากถึงเพียงนี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? หล่อนเฝ้าถามตัวเอง

เพราะฤทธิ์ของยาแก้ปวดหัวทำให้ฉัตรแก้วค่อยบรรเทาจากอาการมึนตึง หล่อนกำลังใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาด เช็ดทั่วเรือนนาฬิกาทรายซึ่งทำจากไม้สีน้ำตาลอมแดงขึ้นเงา และเลยไปเช็ดโคมไฟตั้งโต๊ะซึ่งทำจากแก้วกัดลวดลาย ตบรวบสันหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้บนโต๊ะให้เรียงตรงกัน เมื่อเห็นสันโค้งงุ้มของหนังสือหนาเทอะทะเล่มหนึ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบขึ้นมาจับ ๆ ดูอย่างสนอกสนใจ

‘ดิ – เอ็น – เลส - เรน’ เทียนชัยเคยสะกดช้า ๆ ให้หล่อนฟัง พลางลากนิ้วไปบนตัวหนังสือซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศบนหน้าปกสีฟ้าแกมเขียว พอเปิดออกก็เห็นตัวหนังสือที่หล่อนก็ไม่ใคร่จะสันทัดนัก เรียงติดกันและเว้นวรรคสั้น ๆ เพียงอักษรตัวเดียวสลับกันไปอย่างนั้นทั้งเล่ม เขาว่ามันเป็นนิยายฝรั่งอันเป็นสัมภาระอย่างหนึ่งที่เอากลับมาเมื่อจบการศึกษาจากสิงคโปร์

“ถ้าหล่อนจะอ่านก็ได้นะ แต่ระวัง ๆ หน่อยก็แล้วกัน” เขาเคยออกปากอย่างนั้น และก็ดูเหมือนจะต้องระวังมากเป็นพิเศษอย่างที่เขาว่า เพราะนิสัยการอ่านหนังสือของเขาที่หล่อนสังเกตเห็นนั้นคือ ค่อย ๆ เปิดไปทีละหน้า ไม่มีรอยพับ รอยขีดเขียนใด ๆ ทิ้งไว้ให้รกตา หนังสือทุกเล่มของเขาจึงแลดูใหม่เอี่ยมแทบไม่ต่างไปจากที่วางขายอยู่ในร้านหนังสือเลย

“ฮึ่ม... แฮ่ก ๆ ” ทันใดนั้นเองเสียงกระแอมไอก็เรียกให้หันไป มองเห็นเป็นร่างของหนุ่มใหญ่อายุย่างเข้าวัยกลางคนจากริ้วรอยบนหางตาและร่องแก้มนั้น แต่ก็ยังคงเค้าความคมสันของใบหน้าไว้ จากสันจมูกตรงรับกับใบหน้าเรียวยาว รูปปากบางเหยียดรับกับดวงตาเล็กรีเป็นสองชั้นบาง ๆ ผิวพรรณที่ทิ้งร่องรอยเกรียมแดดตรงลำคอ แต่กลับเผยให้เห็นบ่าที่ขาวเหลืองตามพื้นเพเดิม เพราะคอเสื้อเลื่อนเฉออกไปทางไหล่ด้านหนึ่งจนเห็นเป็นสองสีผิวตัดกันอย่างชัดเจน

เขาพยายามจะถัดตัวลุกออกจากเตียง หล่อนยืนมองจนกระทั่งเขาร่วงลงไปนอนตัวพับตัวงออยู่ที่พื้น เกิดเป็นเสียงดังโครมครามสั่นสะเทือนมาถึงที่เท้าของหล่อน ทำให้ต้องรุดเข้าไปพยุงเขาให้ขึ้นนั่งบนเตียง

“หล่อนเกลียดฉันมากไหม ? ” เขาเอ่ยถามอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ เพราะเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่ได้พบหน้า แต่เขากลับถามราวกับว่ารู้จักมักคุ้นกันมานานจนจะทำให้รู้สึกเกลียดกันได้

พอสิ้นคำถามของเขาก็มีสายฝนโปรยปรายลงมา เปียกโดนทั้งตัวเขาและหล่อนราวกับว่านั่งอยู่ในที่โล่งแจ้ง สร้างความงุนงงว่าเหตุใดจึงเปียกฝนได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ยังนั่งอยู่ในบ้าน ? หล่อนขยับตัวออกไม่ได้เพราะแขนของเขารั้งไว้แน่น แต่ก็พยายามดึงแขนเขาออกเพราะอยากจะวิ่งไปดูที่หน้าต่างว่าฝนตกเข้ามาถึงในห้องได้อย่างไร ? แล้วจู่ ๆ เขาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่นโยน น้ำตาไหลกลืนไปกับสายฝน และไม่รู้ว่านึกอย่างไร ? หล่อนจึงได้ยินเสียงตัวเองหลุดปากถามเขาว่า

“นี่คุณทำให้ฝนตกหรอ ? ” ทั้งที่ก็รู้ว่าไม่มีใครสามารถทำเช่นนั้นได้ จากนั้นรอบตัวก็อื้ออึงไปด้วยเสียงฝนโหมกระหน่ำ จนไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินอีก ...วูบหนึ่งภาพนั้นก็อันตรธานหายไปราวหมอกควัน เหลือไว้เพียงเสียงฝนจากข้างหน้าต่างห้องนอน ตาที่ตื่นลืมขึ้นเองทำให้หล่อนสำนึกได้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงความฝัน และเสียงฝนที่หล่อนได้ยินในฝันนั้นก็คงจะเป็นเสียงฝนจริง ๆ ที่ตกอยู่ตอนนี้ ที่สอดประสานกับโสตประสาทจนเข้าไปแต่งเติมให้ความฝันดูพิลึกพิลั่น แต่นั่นก็เป็นเสมือนสะพานเชื่อมให้หล่อนก้าวออกจากความฝันมาสู่โลกแห่งความจริงได้อย่างไม่ยากเย็นในที่สุด

ตีสามหกนาที... หล่อนนึกทบทวนความฝันที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาละม้ายคล้ายกับหล่อน แต่ก็ดูเหมือนจะมีความเป็นคนอื่นอยู่ในที หนังสือเล่มนั้นมีอยู่จริง ๆ หรือเปล่า ? หล่อนนึกไป ...ความทรงจำที่ซ้อนทับในความฝันเป็นความทรงจำของใครที่ไม่ใช่ของตัวหล่อนเอง อีกทั้งผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นก็ดูน่าสงสัยระคนน่ารำคาญเสียจริง แต่...

ถ้าเขาเป็นจิตใต้สำนึกลึก ๆ ของฉันแล้วล่ะก็ อย่างนั้นเขากำลังจะบอกอะไรกับฉันกันแน่ ?

หล่อนขมวดคิ้วขบคิดพลางเอี้ยวตัวกอดหมอนอยู่ในความมืดและเสียงที่เริ่มซาลงของสายฝน ซึ่งเป็นระดับเสียงที่ทำให้หล่อนรู้สึกใจชื้นขึ้น ไม่กระวนกระวายอย่างในตอนแรก จึงค่อยคลายความคิดที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไร แล้วผลุบหายเข้าไปอยู่ในดินแดนแห่งนิทราอีกครั้งหนึ่ง

...ในอีกห้องหนึ่งซึ่งมีผนังติดต่อกัน ปรากฏร่างของเขานอนตัวแข็งทื่อไร้ชีวิต ไร้วิญญาณ หากแต่มีน้ำตาไหลรินออกมาอาบเปื้อนแก้ม “ช่วยฉันด้วย... แม่ช่อ ฉันติดอยู่ที่นี่ ทำอย่างไรก็ออกไปไม่ได้” ร่างนั้นร้องครวญครางอย่างทุรนทุราย แต่ความพยายามครั้งนี้กลับไม่เป็นผล หล่อนไม่ได้รับรู้อะไร เพราะกำลังแหวกว่ายอยู่ในกระแสคลื่นคนละชนิดกับเขาเสียแล้ว

ชนม์ชาติขยับตัวทั้งที่ยังครุไปด้วยอารมณ์หม่นมัว รู้สึกว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่ในบรรยากาศอันโศกครวญแห่งหนึ่ง จนก้าวข้ามมาสู่สัมผัสรับรู้ถึงเตียงอันอ่อนนุ่มอันเป็นปัจจุบันอย่างไม่ขาดตอน “ฮึก... ฮึก...” เสียงสะอื้นฮักและหยดน้ำตาบนใบหน้าตอนนี้ ทำให้เขาหวนระลึกถึงความฝันเมื่อครู่ยามได้ทันที

ความจริงกับความฝันอยู่ใกล้ชิดกันเสียจนราวกับว่า เขาแค่ออกแรงก้าวเท้าเดินจากอีกห้องหนึ่งไปสู่อีกห้องหนึ่งได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการติดขัดใด ๆ เลย เขาสรุปเพียงลำพังในใจ

สิ่งแรกที่เขาหันมองคือร่างของแฟนสาวที่นอนสงบนิ่งไม่ไหวติง แต่กระนั้นก็อดไม่ได้ที่จะโผเข้าโอบประชิดตัวหล่อน เพื่อเรียกคืนความรู้สึกอันขาดพร่องของตนซึ่งเกิดจากความฝันนั้น ยังให้ฉัตรแก้วรู้สึกตัวตื่นขึ้นอย่างประหลาดใจ และเขาไม่รอให้หล่อนถามว่าเกิดอะไรขึ้น ? กลับชิงเล่าให้ฟังว่า “ผมฝันร้าย... ฝันเห็นปลายเท้าของแม่ในบ้านของผม มันคงเป็นวันแรกที่ผมรู้ว่าแม่ผมจากไปแล้ว” ✵

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๘