บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๗

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 - 17:05 น.
AA 11

  

“คุณเทียน...” หล่อนอิดเอื้อนขณะที่นึกหาคำพูดดี ๆ มาปฏิเสธเขา แต่เขาไม่รอช้ารีบเขยิบเข้าประชิดตัวหล่อน ยกแขนโอบจากด้านหลังกันไม่ให้ลุกไปไหน “ชิมสิ นิดหนึ่งก็ยังดี... ช่อแก้ว... อย่าดื้อ” น้ำเสียงเขาเข้มขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเขาเริ่มมีน้ำโห หล่อนจึงจำใจรับแก้วนั้นยกขึ้นจิบ แต่เพียงแค่สัมผัสกับริมฝีปากเล็กน้อย หล่อนก็ทำหน้าเหยเกคล้ายอยากจะบ้วนออกมา “เอาอีก เยอะกว่านี้” เขาทาบมือลงไปเหนือมือหล่อนแล้วกดแก้วนั้นจ่อเข้าริมฝีปาก หล่อนพยายามเบี่ยงหน้าหนี เขาก็ยิ่งขยับตัวโอบรัดหล่อนเข้าไปอีกจนตัวหล่อนพาดแนบไปกับแผ่นอกของเขา

“ฉันพอแล้วได้ไหมคะ ฉันไม่ชอบกลิ่นแบบนี้” หล่อนถามอย่างเว้าวอน

“ดื่มแก้วนี้ให้หมดก่อน” เขาคะยั้นคะยอ และรู้สึกได้ว่าตัวหล่อนเริ่มจะสั่นแล้ว จึงเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา เขายกแก้วดื่มเหล้าเข้าปากอมไว้แล้วบีบปากหล่อนให้เผยอออก ค่อยประกบปากเขาเข้าไปเลื่อนมือไปบีบที่ขากรรไกรอีกเพื่อให้หล่อนยอมกลืนเหล้าจากปากเขาลงคอ พอถอนริมฝีปากเขาออกมาได้ก็ใช้มือข้างที่โอบหล่อนไว้กดปิดปากหล่อนไม่ให้บ้วนเหล้าออกมา หล่อนดิ้นสุดแรงด้วยความพะอืดพะอมจากรสชาติขมและมีกลิ่นรุนแรงนั้น แต่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากวงแขนอันแข็งแรงทั้งสองของเขาได้ จนมีน้ำตาไหลซึมออกมาด้วยความรู้สึกคลื่นเหียนแทบอาเจียน

“ขอจิบโสมนะคะ” หล่อนเอื้อมมือไปยกชามโสมขึ้นดื่มอึกหนึ่งเพื่อให้รสขมของเหล้าคลายจากลิ้น

“ฮ่า ๆ ” เขาหัวเราะพอใจที่หล่อนยอมตาม เหมือนเวลาที่ได้แกล้งแผลง ๆ สาวน้อยคนหนึ่งสมัยเมื่อเขายังเป็นหนุ่มน้อยวัยแรกรุ่น ทิ้งให้หล่อนรู้สึกกระอักกระอ่วนกับรสสัมผัสของโสมที่หล่อนก็ไม่ได้พึงใจนัก แต่ก็ยังดีที่มีอะไรล้างปากได้บ้าง

จากนั้นเขาก็เหมือนกับคิดอะไรขึ้นมาได้อีก... จึงรินเหล้าจากเหยือกลงไปผสมโสมในชาม

“ยกชามนี่ตามฉันขึ้นห้องเถอะ ไหวไหม ? ไม่ไหวมาฉันช่วย” เทียนชัยเห็นว่าหล่อนเริ่มจะมือไม้อ่อน เมื่อพยายามขยับแขนยกชามจนเกือบจะทำร่วง เขาจึงเข้าไปยึดชามไว้แล้วใช้มืออีกข้างประคองกอดหล่อนขึ้นห้องไป

“รสชาติไม่เลว” เขาเอ่ยชมเหล้าผสมโสมเมื่อยกขึ้นดื่ม จากนั้นยกให้หล่อนที่นอนคอพับคออ่อนพิงพนักเตียงดื่มอีกที “อีกอึกนะ ดื่มเป็นเพื่อนฉันหน่อย”

“ไม่ไหวแล้วค่ะ.. คุณเทียน” หล่อนส่ายหน้า “พอเท่านี้นะคะ สงสารฉันเถอะ” ว่าพลางก็ยกมือขึ้นรั้งแขนของเขาอย่างอ่อนแรง เขาจึงดื่มเหล้าในชามแล้วอมไว้ที่ปากเป็นอึกสุดท้าย ก่อนที่จะบังคับประกบปากป้อนหล่อนอีกครั้ง ก่อนจะประโลมกดจูบหล่อนเต็มแรงจนหล่อนถูกเบียดติดกับพนักเตียง

เขาตื่นตัวอย่างเต็มที่... ! โดยไม่ชักช้าก็เผยเนื้อตัวของเขาให้เห็นจนเต็มตา แล้วโผเข้าแนบตัวหล่อนและเขยิบรุกร่างของหญิงสาวทั้งที่หล่อนยังสวมชุดเสื้อติดกระโปรงอยู่ หล่อนได้แต่ปล่อยให้ตัวเองโยนไปตามแรงโถมของเขา หมดความพยายามจะผลักร่างเขาออกเพราะผลักเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล กำลังของเขาครั้งนี้ดูจะโลมแรงกว่าในครั้งก่อน ๆ

มือของเขาไม่ได้กดหล่อนเอาไว้อย่างในครั้งก่อน หากแต่คอยส่งสัมผัสไปทั่วเนินเนื้อที่เวลานี้ชันชัดขึ้น ด้วยความรู้สึกอันสุดจะต้านทานประหนึ่งกำลังร่วงหล่นลงจากฟากฟ้า ผสมผสานไปกับความรู้สึกเจ็บแปลบลึกล้ำในทุกครั้งที่เขาส่งแรงกายมา จนหล่อนจำต้องเอามือตะกรุยตะกายไปบนผ้าปูที่นอนพลางกลั้นหายใจไว้ เพราะไม่กล้าที่จะผลักแผ่นอกของเขาออกไป จนหล่อนเผลอปากหลุดเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดออกมาอย่างลืมตัว ซึ่งนั่นฟังคล้ายกับความรู้สึกว่าพึงพอใจตามความคิดเข้าข้างตัวเองของเขา จึงทำให้เขายิ่งรุดเข้าลงน้ำหนักเร่งเร้าลงไปอีก ทำให้ร่างของหล่อนเกลือกกลิ้งไปกับชายผ้าที่เริ่มจะหลุดลุ่ยออกมา ให้ดูสับสนจนไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นชุดของหล่อน สิ่งใดเป็นผ้าปูที่นอน

หล่อนปล่อยให้เขาใช้ร่างกายของหล่อนพาอารมณ์ให้พลุ่งเพริดไปจนสุด... ทั้งที่รู้สึกตัวโดยตลอดเวลาว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง แต่ความคิดกลับเชื่องช้าจนราวกับจะหยุดนิ่ง ร่างกายไม่สามารถจะขยับเขยื้อนได้สักเท่าไหร่ ทำได้เพียงแค่นอนเฉย ๆ ปล่อยให้ตาปิดลงแล้วหลับไปในที่สุด

“ซ่าาาาา”

ฉัตรแก้วรู้สึกตัวว่าได้ยินเสียงอาบน้ำ... แต่หล่อนยังคงนอนหลับตาอยู่อย่างนั้น นอนซุกตัวในผ้าห่มขนนิ่มอีกผืน คอยฟังเสียงน้ำไหลไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งชนม์ชาตินุ่งผ้าขนหนูครึ่งตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ ทำเสียงป๊อกแป๊กขยับขวดนั้นขวดนี้อยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง

“ฉัตร ! ” แฟนหนุ่มเรียก “ผมจะไปตลาดนะ เอาไรมั้ย ? ” เขาถาม

“อือ... อะไรก็ได้ เหมือนคุณก็ได้” หล่อนพยายามลืมตาข้างเดียวขึ้นมองเขาอย่างยากลำบาก

“เป็นไร แฮงค์ล่ะสิ ? ” เขาถามด้วยปลายเสียงหัวเราะเบา ๆ

“อื้ออออ” หล่อนทำตาปรือ ลากเสียงยาวคล้ายเสียงนกพิราบก่นร้องอู้ ๆ ในลำคอ

“งั้นนอนต่อก็ได้ นี่เพิ่งจะเจ็ดโมงเอง” เขาทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก่อนจะปิดประตู เดินลงบ้านแล้วติดเครื่องรถออกไป

หล่อนรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งหัวและแขนขา พอเสียงเครื่องยนต์พ้นประตูบ้านไปแล้ว ก็พลิกตัวตะแคงนอนฟังเสียงนกร้อง จี่ป... จี่ป... จี่ป... อันแหลมเล็กใสแจ๋วสั้น ๆ ราวนกหวีดต่อไป

ฮึ ๆ ... เสียงหัวเราะจากที่ไหนสักที่ลอยมาตามลม ฉัตรแก้วซึ่งนอนหลับตาพริ้มฟังเสียงสรรพสิ่งรอบตัวอยู่นั้นพลิกตัวมากอดหมอนอีกใบต่างหมอนข้าง เสียงนั้นทำให้หล่อนนึกสงสัยว่าเวลานี้กี่โมงแล้ว ? ...จึงเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาซึ่งมีค้อนสั่นกระดิ่งบนโต๊ะหัวเตียงออกมาดูตรงหน้า ...เวลาผ่านไปได้เกือบจะชั่วโมงแล้ว นับจากที่ชนม์ชาติออกไป และความเงียบเชียบของบ้านก็ทำให้หล่อนรู้ว่าเขายังไม่กลับมา

เอ๊ะ ! แล้วเสียงหัวเราะนั่นดังมาจากไหน ? หล่อนบังเกิดความสงสัยขึ้นมาฉับพลัน

เมื่อคิดไปถึงถนนเส้นที่ตัดผ่านหน้าบ้านหลังนี้ที่ดูพลุกพล่านจอแจก็จริง แต่โดยมากแล้วในเวลาเช้าแบบนี้ก็เห็นจะมีแต่บรรดาเสียงเครื่องยนต์ของยวดยาน ที่วิ่งสวนกันผ่านถนนสองเลนแคบ ๆ ซึ่งบ้างก็ชะลอช้าด้วยความที่เป็นรถสี่ล้อขนาดใหญ่ บ้างก็วิ่งฉิวฉวัดเฉวียนเพราะเห็นว่าเป็นรถจักรยานยนต์คันเล็ก ๆ แต่ด้วยความที่ต่างคนต่างก็รีบจึงคอยแต่จะแย่งเลนกันวิ่งเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวา จนเกิดมีการเฉี่ยวชนให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

แต่... เสียงหัวเราะที่ได้ยินนั้นเหมือนดังมาจากที่ที่ใกล้กว่าถนนนั่น !

หล่อนรีบสลัดความคิดอันชวนขนลุกนั่นออกไป ก่อนที่มันจะเตลิดเปิดเปิงสร้างเรื่องราวใหญ่โตหลอกให้กลัวมากกว่านี้ โดยไม่ชักช้าเมื่อคว้าโทรศัพท์บนหลังชั้นวางของได้ จึงเลื่อนไปเปิดคลิปวีดิโอที่เพิ่งเข้ามาในคลังการติดตามเป็นรายการข่าวบันเทิงที่มีเสียงเจื้อยแจ้วของพิธีกรคู่ชายหญิง กำลังร่ายยาวถึงความสัมพันธ์ล่าสุดของดาราคู่รักคู่ขวัญที่ดูชื่นมื่นผ่านภาพถ่ายขณะที่ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน และก็วางลงที่ตรงนั้นก่อนจะเปิดประตูแง้มไว้ฟังเสียงเป็นเพื่อนขณะที่อาบน้ำไปด้วย

มือทั้งสองข้างเอื้อมไปบีบนวดตรงต้นแขนที่ปวดระบม พลางคิดหาคำตอบว่าเหตุใดการนอนเมื่อคืนที่ผ่านมาจึงทิ้งความรู้สึกอ่อนล้าเมื่อยขบไว้ถึงเพียงนี้ ? เป็นเพราะปริมาณแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปจนร่างกายเสียสมดุล หรือเป็นเพราะท่านอนที่ไม่ถูกต้องกันแน่นะ ?

“แม่ช่อ...” เสียงเพรียกอันแผ่วเบาลอยละล่องมาตามสายลม ในจังหวะที่หล่อนปิดตาลงปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านใบหน้าไป เกิดเป็นเสียงก้องกังวานเคล้าไปกับเสียงน้ำที่กระทบผิวกาย แล้วค่อยไหลลงไปสู่พื้นอย่างนั้น ทำให้หล่อนไม่ได้รู้สึกเอะใจว่าตัวเองจะได้ยินเสียงอื่นใด ที่ไม่ใช่เสียงข่าวกับเสียงสายน้ำปะปนอยู่ด้วย

“แม่ช่อ...” เสียงเย็นเยียบเช่นนั้นพยายามจะเอื้อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งอยู่ข้างหลังประตูห้องน้ำที่แง้มเอาไว้ ส่งเป็นแรงผลักเบา ๆ ให้บานประตูเลื่อนเปิดกว้างกว่าเดิม ราวกับว่าจะสะกิดเบา ๆ ให้หล่อนรับรู้ถึงการมีอยู่ของ เขา ... แต่เพราะผ้าม่านอาบน้ำที่กั้นบังไว้ทำให้หล่อนได้เห็นว่าเป็นเช่นนั้นก็เมื่อตอนที่อาบน้ำเสร็จแล้ว และก็ไม่ได้นึกสงสัยว่าจะมีสิ่งใดนอกเสียจากแรงลมที่พัดไปตามปกตินั่นเอง

หล่อนปิดประตูห้องนอน และก่อนจะก้าวลงบันไดขั้นแรกนั้น ก็ไม่ลืมที่จะยกมือขึ้นไหว้พระพุทธรูปองค์สีดำที่ตั้งเป็นพระประธานบนหิ้ง พระพักตร์ท่านดูผ่องใสเกลี้ยงเกลาส่องรัศมีแห่งความเมตตา และยังให้เกิดกระแสความรู้สึกสงบลึกลงไปในจิตใจ หล่อนยืนนิ่งเพ่งพระพักตร์ท่านอยู่ชั่วครู่ ขณะระลึกถึงบทสวดมนต์สั้น ๆ ในใจ เมื่อลาพระลงมาแล้วจึงเกิดความคิดว่าควรจะจัดหาดอกไม้ขึ้นถวายบนหิ้งสักที

ที่ข้างล่าง... หล่อนค่อย ๆ เดินไล่เปิดหน้าต่างออกทีละบาน แล้วลงคันเหล็กคั่นตรงขอบด้านล่าง เมื่อบ้านมีแสงสว่างธรรมชาติสาดเข้ามาแล้ว จึงเริ่มเปิดสวิตช์อุ่นเครื่องชงกาแฟรอเวลาที่พร้อมจะทำแก้วแรก หยิบเอาไข่สองฟองในตู้เย็นตอกใส่แก้ว เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อยก่อนจะเอาเข้าอุ่นในเครื่องไมโครเวฟ สักพักพอได้ยินเสียงประทุปุ ๆ ก็หมุนปิดปุ่มจับเวลา กดเปิดฝาเอาออกมาวางพัก เขย่ากระปุกพริกไทยป่นเต็มแรงจนมั่นใจได้ว่าไข่ลวกแก้วนี้จะเผ็ดซ่าไม่เลี่ยนลิ้น จากนั้นก็ตามด้วยซอสถั่วเหลืองอีกนิดหน่อยแค่พอรู้กลิ่นรส

สัญญาณไฟที่ตัวเครื่องชงกาแฟแดงขึ้นบอกความพร้อม หล่อนจึงเขยิบตัวเข้าไปใกล้ ค่อยๆ ตักผงกาแฟเกลี่ยลงไปในแท่นกรองอย่างระวังมือจนเต็ม จากนั้นก็นำเข้าไปวางรองน้ำร้อนให้ไหลลงสู่แก้วกระเบื้องอีกใบ เติมนมสดและน้ำตาลทรายสีรำลงผสมตามรสที่ขมขรึมคุ้นลิ้น

เมื่อยกตัวขึ้นนั่งบนเก้าอี้สตูหลังเคาน์เตอร์แล้ว ก็รู้สึกถึงอาการปวดที่ขมับซ้ายขวาเต้นเป็นจังหวะหนึบ ๆ จนต้องยกมือขึ้นนวดคลายความตึงขึงนั้น พลางคิดถึงแฟนหนุ่มที่ออกไปตลาดตั้งแต่เช้าป่านนี้ยังไม่กลับจนดูผิดปกติ แต่หล่อนก็ยังทำใจเย็น เพราะคิดว่าเขาอาจจะต้องทำอะไรนอกเหนือไปจากแค่การซื้ออาหารเช้าตามปกติ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกให้หล่อนรับรู้ด้วย จึงยังไม่โทรศัพท์หรือส่งข้อความไปตามในตอนนี้ให้เจ้าตัวต้องรู้สึกรำคาญใจ

คิดไปพลางหยิบกระปุกพิมเสนน้ำขึ้นสูดไอเข้าจมูกหนัก ๆ เพื่อหวังให้กลิ่นอันหอมฉุนแสบเย็นเรียกความปลอดโปร่งโล่งสบายกลับคืนสู่ศีรษะอันตื้อตึ้บในตอนนี้ จนเวลาจะล่วงเข้าสู่สิบโมงเช้า หล่อนจึงเดินออกไปเปิดประตูรั้วออกกว้างสำหรับให้ลูกค้าขับรถเข้ามาจอด และเปิดสวิตช์ไฟป้ายบอก ‘Open’ ข้างรั้วบ้านให้กระพริบวิ่งวนบอกให้รู้ว่าร้านพร้อมให้บริการแล้ว เมื่อกลับเข้ามาในบ้านก็เปิดไฟเพิ่มจนบ้านสว่างแลดูอุ่นตาขึ้นอีกสองสามดวง

ปิ๊ป... เสียงเตือนข้อความเข้าที่โทรศัพท์มือถือดังขึ้น หล่อนเหลือบไปดูว่าเป็นของเขาหรือเปล่า ?

“ฉัตร รถแอร์เสียนะ ตอนนี้ช่างดูอยู่ เสร็จแล้วจะรีบกลับ”

“โอเค มีอะไรก็บอกล่ะกัน” หล่อนพิมพ์ตอบทันที พร้อมทั้งรู้สึกเบาใจขึ้นมาว่าที่เขากลับช้าเพราะแค่ไปซ่อมรถ

“ครับ” เขารับคำสั้น ๆ อย่างเคย

ตรงประตูหน้าบ้านรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดใกล้ ๆ ทางขึ้นบ้าน สตรีสองนางหน้าละอ่อนเหมือนกับเพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาในชุดทำงานกึ่งลำลอง ก้าวลงจากรถแล้วเดินขึ้นบันไดเปิดประตูร้านออก ทำให้กระดิ่งที่แขวนไว้ที่ที่จับประตูสั่นส่งเสียงบอกให้ฉัตรแก้วรู้ว่ามีลูกค้ามา หล่อนซึ่งกำลังล้างจานอยู่ในครัวจึงเร่งล้างมือที่เปื้อนฟองออกโดยเร็ว แต่ก็ยังไม่เร็วไปกว่าร่างชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นที่เก้าอี้ไม้ชุดซึ่งตั้งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ นั่งหันหลังให้ลูกค้าทั้งสองก่อนจะหันหน้าไปบอกด้วยสีหน้าเรียบ ๆ ว่า

“สักครู่นะครับ เขา... อยู่หลัง บ้าน ” เขาเรียกที่นี่ว่าที่บ้านไปตามความเคยชิน โดยที่ก็ไม่ได้รู้สึกขัดหูอะไรในความรู้สึกของทั้งสองสาว

และเพราะหน้าตาที่ดูสะอาดสะอ้านชวนมอง กับการแต่งกายแบบค่อนข้างจะเรียบร้อยเป็นทางการ อย่างเสื้อเชิ้ตสวมทับในกางเกงสแล็คมีเข็มขัดคาด เพียงแต่ดูหลวมกว่าที่ใส่กันตามสมัยนิยมในปัจจุบันนั้น ไม่ได้ทำให้สองสาวนึกสะดุดใจว่า เชย ไปเสียแล้ว เพราะมัวแต่ยิ้มอายน้อย ๆ ตอบเขา แล้วพากันหาที่นั่งที่มุมด้านหน้าของร้าน โดยที่เขาไม่วายจะปรายตาเจ้าชู้มองตามไปอย่างรู้ทันและอยากจะท้าทาย จนเจ้าหล่อนทั้งสองเขินทำหลบตาเสไปอ่านเมนูของร้าน เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเช่นนั้น ¯


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๗