บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๕

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2562 - 12:22 น.
AA 18

  

“อีสัปปรับ ! ” นายกำพลแผดเสียงด่าไล่หลังหญิงแก่ร่างเตี้ย หน้าตาบูดเบี้ยวอัปลักษณ์ที่แสร้งวางท่าเป็นผู้ดีสั่งสอนคนไปทั่ว แต่เนื้อแท้แล้วเป็นคนกลับกลอกตลบตะแลงหาความจริงใจใด ๆ มิได้ โดยมีผู้บริวารพากันออกมายืนดูตาปริบ ๆ ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใด แม้แต่จะบอกให้ผู้เป็นประมุขของบ้านยุติการต่อความกับหญิงคุ้มดีคุ้มร้ายคนนั้น

เขาหันกลับมาหารือกับบริวารผู้เป็นบุตรีว่า “เหตุใดคุณอาจองจึงไม่ปรามเมียตัวเองบ้าง ? วัน ๆ เขาทำอะไรอยู่ ? จะว่าธุระล้นมือก็มิใช่ แต่กลับทำปิดหูปิดตาเป็นเบื้อใบ้ ! ”

“พ่อคะ... พ่อแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณอาจองไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ด้วย ? เขาเป็นผัวเป็นเมียกันมิใช่หรือคะ ? หากศีลไม่เสมอกันเสียแล้วจะผูกสัมพันธ์กันมาจนป่านนี้ได้อย่างไร ? ”

“เจ้าคิดอย่างนั้นจริงรึ... แม่วาด ? ” ผู้เป็นบิดาพินิจมองหน้าปานวาด หล่อนหลุบตาลงไม่กล้าจะสบตาตอบตรง ๆ เขาจึงประหงึกหน้ารับข้อความคิดนั้นไว้ในใจ พลางกระทุ้งไม้เท้าลงพื้น ขบกรามแน่นแล้วถอนใจทิ้งเฮือกใหญ่...

ฉัตรแก้วขบฟันหน้ากระทบกันสองสามที เมื่อปล่อยให้ความคิดเพริดไปตามท้องเรื่องอย่างนั้น

นั่นสิ... ปานวาดพูดถูก ถ้ากำพลไปได้ยินได้ฟังสองผัวเมียนี่คุยกันที่บ้าน ก็จะเข้าใจได้ว่าถ้าผัวมันไม่เห็นดีเห็นงามด้วยแล้ว มีรึที่เมียมันจะกล้าทำอะไรแบบนี้ ? สติปัญญา... มันก็คงจะพอๆ กันนั่นแหละ ไม่ใช่ว่าใครมันจะดีเด่ไปกว่ากันสักเท่าไหร่หรอก !

ว่าแล้วหล่อนก็คว่ำหน้าหนังสือไว้กับโต๊ะแล้วผุดลุกเข้าไปในครัว แต่ยังไม่ทันจะได้หยิบจับอะไร ก็รู้สึกประหลาดใจกับเสียงดังครืดดดดด.... ยาว ๆ อีกครั้ง หล่อนเสียววาบเมื่อหยุดฟัง แต่แล้วก็ได้คำตอบว่านั่นเป็นเพียงสัญญาณบอกความปรวนแปรบนท้องฟ้าเท่านั้น ถึงกระนั้นก็ยังคงทิ้งความประหลาดไว้ในความรู้สึกของหล่อนอยู่นั่นเอง เพราะเสียงฟ้าคำรามนั่นฟังคล้ายกับเสียงลากโต๊ะให้เคลื่อนไปบนพื้น อย่างกับว่าเหนือบ้านหล่อนสูงขึ้นไปจะมีสวรรค์ชั้นฟ้าซ้อนทับอยู่อีก แล้วนี่คงเป็นเสียงสะท้อนบอกความเคลื่อนไหวข้างบนนั้น

หล่อนคว้าขวดโหลบรรจุใบชาเตรียมจะตักแบ่งใส่ถ้วยกระเบื้อง เพื่อชงกับน้ำร้อนช่วยขับไล่ความหนาวเย็นที่ปลายเท้า ซึ่งทำให้นึกอยากจะเอาผ้ามาคลุมไว้นาน ๆ

“ถูกแล้วล่ะ แม่ช่อ... ผัวเมียกันก็คงจะต้อง... ดีเด่... พอ ๆ กันอย่างที่หล่อนว่าไว้นั่นแหละ” เสียงนั่นมีความลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยคำว่าดีเด่ออกมาช้า ๆ เพราะรู้สึกสะกิดใจอะไรบางอย่างในความหมายของคำคำนี้ เทียนชัยตั้งใจจะย้อนคำพูดของหล่อน เพราะพยายามจะลองใช้ศัพท์แสงอย่างเดียวกัน เผื่อว่าจะทำให้หล่อนจะนึกอยากหันมาพูดคุยกับเขาบ้างก็เท่านั้นเอง

แกร๊ง... เสียงหล่อนทำช้อนชาร่วงลงพื้นแล้วกลิ้งกระดอนเข้าไปอยู่ใต้ตู้มีขา หล่อนก้มลงเอื้อมมือเข้าไปพยายามจะหยิบออกโดยไม้ใช้อย่างอื่นช่วย เพ่งมองลาง ๆ ในความมืดก็เห็นอยู่รำไรไม่ลึกนัก และแล้วหล่อนก็เหมือนจะสัมผัสเข้ากับวัตถุที่มีความอ่อนนุ่มราวกับเนื้อหนังของมนุษย์ก่อนที่จะคว้าเอาช้อนคันนั้นได้

ไม่มั้ง... คงจะเป็นช้อนนั่นแหละ แค่สัมผัสโดนหลังมือมันจะให้รู้สึกแข็ง ๆ อย่างกับตอนที่จับได้อย่างไร ? หล่อนปลอบตัวเองเพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติไปจากที่ควรจะเป็น ...ทั้งที่จริงแล้วมีมือของเขาดันช้อนเข้ามาในอุ้งมือหล่อน โดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้หล่อนสัมผัสเข้ากับฝ่ามือของเขา จนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ในทีแรก

จนเมื่อได้ยินความคิดต่อมาของฉัตรแก้ว เขาก็เกิดเปลี่ยนใจอยากจะลองหยั่งเชิงว่าหล่อนจะมีสัมผัสถึงเขาได้เพียงไหน ? จึงเอื้อมไปลูบศีรษะด้านหลังอย่างเบามือครั้งหนึ่ง ทำเอาหล่อนรู้สึกเหมือนมีลมไล้ลู่กับเรือนผมที่มัดรวบเป็นจุกสูงหลวม ๆ เอาไว้ จากนั้นเขาก็ไล่มือเลื่อนระดับลงมาตามกรอบหน้าลงเรื่อยมาจนถึงลำคอและบ่าด้านขวา จู่ ๆ หล่อนก็รู้สึกถึงความรัดรึงขึ้นมาคล้ายกับว่ามีสัมผัสบางอย่างพาดผ่านไปที่เนื้อเนินทั้งสอง ไล่ไปหยุดบนสะบักหลังให้รู้สึกวูบวาบราวกับมีสิ่งใดกำลังซอกไซ้ผิวเป็นระรอกอันแผ่วเบา หล่อนยืนนิ่งไม่ไหวติงเพื่อรับความรู้สึกประหนึ่งกำลังถูกเล้าโลมจากชายคนรักซึ่งยืนอยู่ข้างหลัง...

อืดดดดดด... เสียงเครื่องยนต์ที่กำลังหยุดจอดเทียบหน้าบ้านทำให้หล่อนต้องละออกจากความรู้สึกหวามไหวนั้นทันที แล้ววิ่งออกมาเปิดประตูซึ่งพอดีกับที่เขาก้าวลงจากรถมาช่วยหล่อนอีกแรง ทิ้งให้ร่าง ๆ นั้นยืนยิ้มกรุ้มกริ่ม พึงใจกับการส่งสัมผัสเฉกเช่นเมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่กับหล่อนใน บ้าน หลังนี้ แม้ว่าจะเป็นเมื่อนานมาแล้วก็ตามที

ชนม์ชาติระบายยิ้มทั่วใบหน้าขณะนั่งบนขั้นบันไดหน้าบ้าน ซึ่งฝังตัวอย่างกลมกลืนต่อเนื่องไปกับฐานปูนสีขาวที่รองรับตัวบ้าน แต่ก่อนนั้นฐานปูนนี้ก่อขึ้นแต่เพียงบางส่วนและเว้นพื้นที่โล่งไว้เป็นใต้ถุนบ้าน ต่อมาจึงมีการต่อเติมฐานปูนจนเต็ม เนื่องจากไม่เห็นความจำเป็นของการมีใต้ถุนบ้านตามความนิยมอย่างบ้านในยุคปัจจุบัน และเมื่อบ้านตกมาถึงหล่อนในสภาพเป็นเช่นนี้แล้ว การตกแต่งในส่วนดังกล่าวจึงมีเพียงแค่การทาสีขาวทับให้ดูใหม่เอี่ยม และก่อไม้ระแนงพรางตาจากกระถางต้นไม้ที่เรียงกันเป็นแนวโดยรอบ

เขาลองสวมรองเท้าคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมา มันเป็นรองเท้าหนังสีน้ำตาลหุ้มข้อเท้า พอผูกเชือกแล้วก็ลองเดินไปเดินมาอย่างพออกพอใจ โดยมีฉัตรแก้วคอยยืนดูอยู่ที่พื้นสนามหน้าบ้านถัดออกไปไม่ไกล...

เมื่อไฟชายคายังไม่ถูกเปิดในเวลาโพล้เพล้เช่นนี้ บริเวณบ้านของหล่อนจึงดูราวกับภาพขาวดำ สุมทุมพุ่มไม้เอนไหวเป็นเงาตะคุ่ม ๆ ไปตามแรงกระพือลม ใบมะขามก็หุบปิดแนบสนิทดั่งว่ากำลังนอนหลับยามเมื่อหมดแสงอาทิตย์ มีเสียงจักจั่นเรไรที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ละแวกนั้นดังระงมรับส่งกันอย่างเป็นจังหวะจะโคน ให้ฟังดูวังเวงระคนสับสนไปพร้อม ๆ กันในความรู้สึกของหล่อน

เมื่อชื่นชมรองเท้าราคาเหยียบหมื่นจนชุ่มปอดแล้ว เขาก็จัดแจงเอาเก็บเข้าบ้านและเลยไปเปิดไฟชายคาด้วย คืนนี้งดไฟสนามจึงแลดูไม่สุกสว่างเท่าคืนก่อน สักพักหนึ่งหล่อนก็พาตัวเองกลับเข้าบ้านตามแฟนหนุ่มไป ก็ได้ยินเสียงเขาลับมีดวื้ด ๆ อยู่ในครัว มีเนื้อปลาแซลมอนชิ้นโตวางรออยู่บนเขียงไม้ โดยไม่ชักช้าเขาก็ลงคมมีดแล่ออกเป็นชิ้นพอคำอย่างพิถีพิถัน หล่อนยืนมองชิ้นปลาสีส้มอ่อนแซมขาวเป็นริ้วเรียงซ้อนบนจานเปลกระเบื้องทีละชิ้น ๆ

อีกด้านหนึ่งมีแอปเปิ้ลกับฝรั่งถูกพักไว้จนสะเด็ดน้ำแล้ว หล่อนจึงหันไปหั่นเป็นชิ้นสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ผสมเข้ากับน้ำมะนาวโซดากระป๋อง ตามด้วยเหล้าวอดก้าอีกหนึ่งแก้วเป๊กรินลงในเหยือกใสเสร็จแล้วเอาแช่ไว้ในตู้เย็น จากนั้นก็หลบออกจากครัวขึ้นไปอาบน้ำเพียงคนเดียว

ฝักบัวชโลมรินสายน้ำลงชุ่มเรือนผมของฉัตรแก้ว หล่อนบรรจงกดปลายนิ้วลงบนผิวหน้าวนไปทั่ว ๆ เพื่อบรรเทาความขึงเครียดที่เกิดโดยไม่รู้ตัวในระหว่างวัน สูดกลิ่นกุหลาบของเจลอาบน้ำซึ่งฟุ้งกระจายลามไล่ออกมาถึงในห้องนอนด้วย หล่อนยกคอฝักบัวขึ้นล้างตัวตั้งแต่ท้ายทอยลงไปยังเรียวขาท่อนล่าง จากนั้นก็พ่นพรมเน้นเข้าที่ตรงเนินผิวบอบบางเพื่อให้มั่นใจว่าทุกซอกทุกหลืบนั้นได้ถูกชะล้าง และโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านตรงส่วนที่เผยออกนั้น ก็ถึงกับต้องกลั้นหายใจเพราะความรู้สึกบางอย่างที่ซ่านซึมแล่นเข้าไปลึกถึงห้วงอารมณ์อันอ่อนไหวจนแข้งขาอ่อนแรง สายน้ำที่รุกเข้าเช่นนี้ช่างปลุกเร้าความปรารถนาอันเร่าร้อนจนหล่อนเคลิบเคลิ้มอยู่เป็นนาน แล้วในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นหล่อนก็ไพล่ไปคิดถึงสัมผัสอันวาบหวามแปลกประหลาดในห้องครัวเมื่อยามบ่ายอย่างช่วยไม่ได้

ให้ทิปบล็อก - ช่วยสนับสนุนบล็อกของเราด้วยการให้ทิป เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์งานดีๆ ได้ต่อไป
[ บล็อกนี้ได้ทิปแล้ว 0 ครั้ง ]
20 บาท
50 บาท
100 บาท
*คุณสามารถให้ทิปได้ ตั้งแต่ 20 - 1000 บาท
บทความก่อนหน้า เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑ บทความถัดไป เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑๐

บทความอัพเดทล่าสุด

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๕