บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๔

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 - 10:01 น.
AA 16

“แม่ช่อ ! ... แม่ช่อ ! ...” เสียงชายวัยกลางคนหลุดปากละเมอ พลางขยับตัวเหมือนจะลุกขึ้นคว้าสิ่งใดอยู่ตรงหน้า

“คุณเทียน ! ” หญิงร่างอวบทำผมมวยต่ำ ๆ ไว้ที่ท้ายทอยร้องตกอกตกใจ โผเข้าไปทำท่าเหมือนจะประคองชายผู้นั้นไว้ไม่ให้พลัดตกจากเตียงนอน

“อ้าว...” เทียนชัยอุทานอย่างผิดหวังระคนสับสน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นแต่เพียงป้าเอี่ยม คนรับใช้คนเก่าคนแก่ของผู้เป็นมารดา ซึ่งเมื่อมารดาได้เสียชีวิตลงแล้วก็ย้ายมาอยู่ที่นี่เพื่อคอยติดตามดูแลเขาต่อไป

“แล้วแม่ช่อล่ะ... แม่ช่อแก้วน่ะ ไปไหนแล้ว ? ” เขาถามย้ำถึงความฝันของตนที่ได้เห็นว่าภรรยาซึ่งได้ตบแต่งกันของเขามายืนอยู่ข้างเตียง ทำให้ป้าเอี่ยมทำหน้าตาตื่นงงแล้วจึงเอ่ยเตือนว่า

“คุณช่อไม่ได้อยู่ที่นี่นะคะคุณเทียน... นี่คุณเทียนฝันไปรึคะ ? ”

“นั่นสินะ... ก็ทิ้งร้างกันไปตั้งนานแล้ว เหตุใดหล่อนถึงจะต้องมาอยู่ที่นี่ ? ป่านนี้ก็คงจะอยู่อย่างสุขีปรีเปรมกับผัวใหม่โน่นแล้ว” เขาสลดหน้าลงขณะที่พูดตัดพ้อเป็นเชิงเตือนสติตัวเอง

“เอ่อ... คุณเทียนอยากจะรับข้าวเย็นเป็นอะไรดีคะ ? เดี๋ยวป้าจะได้จัดไว้รอ” เอี่ยมถามด้วยสีหน้าที่พยายามจะเปลี่ยนจากแวววิตกกังวลมาเป็นรอยยิ้มอย่างยากเย็น เพราะใจหนึ่งก็รู้สึกสงสารผู้เป็นเจ้านายจนสุดใจ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะระมัดระวังไม่ให้บรรยากาศอันน่าหดหู่ของบ้านหลังนี้ต้องทวีขึ้น

“อะไรก็ได้ป้า...” เขาทำตาเหม่อลอย แต่ปากยังคงพูดตอบคำถามอย่างไม่เอาใจใส่นัก

เมื่อเอี่ยมงับประตูห้องปิดแล้วเดินลงไปยังห้องครัวชั้นล่างอย่างปากว่า เขาก็เอื้อมมือไปคว้าหนังสือที่วางซ้อน อยู่บนโต๊ะข้างเตียง ที่มีทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร นิยาย หรือแม้กระทั่งสมุดบันทึกมาวางกองบนเตียง แล้วไล่เปิดไปที่หน้าต่าง ๆ ของเล่มนั้นเล่มนี้ แต่ก็ไม่เห็นว่ามีสิ่งไหนที่พอจะทำให้เขาคลายจากความเศร้าหมองไปได้เลย...

เขานั่งจมจ่อมอยู่ในภวังค์แห่งความวิเวกเดียวดายอยู่เพียงครู่หนึ่ง แล้วก็ได้ยินเสียงตวาดแหวดังขึ้นมาจากชั้นล่าง

‘แม่เฟื่อง...’ เขารู้ได้ในทันที ตามต่อมาด้วยคำสั่งห้วน ๆ “รีบเก็บรองเท้าให้ชั้นสิยะ ! นี่ไม่ใช่ของถูก ๆ นะ เดี๋ยวมีไอ้หมาตัวไหนมันคาบเอาไป แกได้โดนหักเงินแน่” นี่เป็นวิธีอวดอำนาจแก่คนรับใช้ ตามความเข้าใจของหล่อนว่าควรจะมีหรือควรจะเป็น เดินลงส้นเท้าทำเสียงดังตึงตังขึ้นมาจนถึงห้องของเขาในเวลาไม่ช้า

“คุณเทียนขา...” เสียงนั้นเปลี่ยนทิศทางไปในทันที หล่อนหยุดวางกระเป๋าถือกับถุงกระดาษสองสามใบไว้บนเตียงแล้วโผเข้ามานั่งประชิดเขา ซึ่งแม้ว่าเขาอยากจะกระเถิบตัวหนีแต่ก็จนหนทางที่จะทำได้ จึงได้แต่นั่งนิ่งแล้วพยายามจะนึกให้ออกว่าเขาให้เงินหล่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ? และเท่าไหร่กันแน่ ?

“เฟื่องไปซื้อผ้ามาตัดชุดค่ะ ส๊วยยยยสวย เสียดายที่คุณเทียนเดินไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ไม่งั้นก็คงจะพาเฟื่องไป แล้วขากลับก็จะได้แวะไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานด้วย แถวนั้นน่ะของกินเยอะแยะเชียว...” หล่อนพูดไปจนจบโดยไม่ทันได้คิดให้รอบคอบ เมื่อเห็นเขาชักสีหน้าทำตาดุใส่ก็เพิ่งคิดได้ว่าหล่อนพูดบางอย่างผิดไป จึงต้องพูดแก้เก้อด้วยเสียงอ่อยว่า

“อุ๊ย ! ขอประทานโทษค่ะ เฟื่องไม่ได้ตั้งใจจะว่าคุณเทียนนะคะ...”

หลังคากระเบื้องดินเผารูปทรงว่าว รองรับหยดน้ำฝนในตอนเช้าให้เรียงร่วงลงมากระทบกับพื้น เกิดเป็นจังหวะพ้องกับเสียงเข็มนาฬิกาจนเกือบจะผสานกันสนิท ฉัตรแก้วค่อย ๆ ฟื้นตื่นจากการหลับใหล สูดไอเย็นชื้นฉ่ำหลังฝนตก กวาดสายตาเลื่อนไปมองแถบไม้ฉลุลายที่ดูวิจิตรงดงาม... ใครนะที่ช่างคิดลวดลายพรรค์นี้ขึ้นมาได้ ? จึงไพล่ไปเกิดความคิดที่จะออกแบบลวดลายบนชิ้นคุกกี้ ที่น่าจะมีวิธีการขึ้นพิมพ์ให้ออกมามีรูปร่างคล้ายกับลายฉลุอันประดิดประดอยเช่นนี้ ซึ่งถ้าทำออกมาได้จริงก็คงจะดี คุกกี้ของหล่อนคงจะดูสวยแปลกตา ถูกใจใครต่อใครไม่น้อยเลยทีเดียว

วืดดด... เสียงพัดลมหยุดทำงานไปเสียดื้อ ๆ หล่อนหันไปจ้องใบพัดที่ค่อย ๆ หมุนอย่างช้า ๆ จนกระทั่งนิ่งสนิท ไฟดับอีกแล้ว หล่อนรำพึงบอกตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เพราะยังรู้สึกว่าที่นอนยังคงมีความเย็นชื้นอยู่ ประกอบกับวันนี้ร้านปิด ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาเตรียมความพร้อมใด ๆ จึงถือโอกาสนอนเกลือกลงไปซุกตัวอยู่ในผ้าแพรสีชมพูผืนบาง ตั้งใจจะรอจนกว่าเวลาที่ไฟมาแล้วจึงค่อยลงไปข้างล่าง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายนาที... ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีเสียงทำงานของเครื่องใช้ใด ๆ ในบ้าน ทำให้บ้านดูเงียบกว่าที่เคย หล่อนจึงอาศัยลมเย็น ๆ ที่โกรกเข้าหน้าต่างห้องนอนชั้นสอง พาเคลิ้มเข้าสู่งีบเล็ก ๆ อีกครั้งเป็นรางวัลปลอบใจ

...ฉัตรแก้วเห็นตัวเองถือขนมชิ้นหนึ่งคล้ายโดนัทแต่มีขนาดเล็กกว่า หล่อนยืนอยู่หน้ากระทะใบใหญ่ที่วางบนเตาถ่าน รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนใส่ขุดสีขาวยืนอยู่ทางด้านขวา และหล่อนกำลังพูดอะไรบางอย่างทำนองว่า “นี่ไง... ทำเป็นรูปแบบนี้ หน้าตามันก็จะออกมาดูสวยกว่ามั้ยล่ะ ? ...” จากนั้นภาพก็เลือนหายไปกลายเป็นว่า หล่อนได้ยินเสียงคนตะโกนเรียกชื่อ “ฉัตรแก้ว ! ฉัตรแก้ว ! ” ด้วยอาการตกใจอยู่หน้าประตูห้องนอน

ภาพเหตุการณ์หมุนต่อไปอย่างสับสนจนหล่อนจับความแทบไม่ได้ มาเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอีกทีก็คือภาพชายเสียชีวิตแล้วคนหนึ่ง ถูกมัดแน่นติดอยู่กับเตียงของหล่อน และมีหน่วยกู้ภัยกำลังเคลื่อนย้ายศพนั้นผ่านหน้าหล่อนไปพร้อมกับคำถามว่า “คุณรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อนรึเปล่าครับ ? ” จนหล่อนกลัวอย่างสุดขีดพร้อม ๆ กับที่สะดุ้งตื่นขึ้นมา !

นี่มันฝันอะไรกันเนี่ย ? หล่อนถามตัวเอง พอรู้สึกได้ถึงความชื้นแฉะที่ผิวกายก็ยกตัวลุกขึ้น พับผ้าห่มเก็บเตียงแล้วเดินลงไปข้างล่าง ไม่มีอารมณ์สนุกกับการนอนอุตุอีกต่อไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอื้อมมือไปปิดสวิตช์พัดลมและหยิบโทรศัพท์มือถือติดตัวลงไปด้วย

พอกดปุ่มที่โทรศัพท์ก็เห็นข้อความจากชนม์ชาติว่า

“รถติดมาก รอเข้าห้างนานกว่าขับรถมาอีก” และพอเหลือบไปดูเวลาที่กำกับอยู่ ก็ตกใจที่ข้อความเข้ามาเมื่อประมาณยี่สิบนาทีที่แล้ว ถ้าฉันตอบไปตอนนี้ เขาคงจะถามว่าฉันทำอะไรอยู่ ? ...หลับหรือเปล่า ? แต่ฉันก็คงจะตอบไปตามความจริง เพราะไม่เห็นว่าจะเสียหายอะไรหากฉันจะหาเรื่องนอนตื่นสายในวันนี้ เขาเองก็ยังหาเรื่องออกไปหาซื้อรองเท้าคอเล็คชั่นล่าสุดเหมือนกันนั่นแหละ ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องซื้อต้องหาในตอนนี้ เรียกได้ว่าไร้สาระพอกันทั้งคู่นั่นแหละ หล่อนคิดอย่างนั้นจึงได้พิมพ์ตอบกลับไปว่า

“ห้างเพิ่งเปิดมั้งเลยแย่งกันเข้า แถวนั้นก็มีออฟฟิศตั้งหลายที่นี่ รถก็คงจะต้องเยอะเป็นธรรมดานั่นแหละ”

“อือ เพิ่งตื่นหรอ ? ” ...นั่นไง ! อย่างที่คิดไว้เป๊ะ หล่อนนึกในใจ

“ใช่ ไฟที่บ้านดับเกือบชั่วโมงแล้วนะ” หล่อนตอบเขา แล้วรีบบอกเรื่องไฟดับเพื่อที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย และก็อยากจะบ่นเรื่องที่เกิดขึ้น เผื่อว่าหล่อนจะได้คลายจากความหงุดหงิดลงได้บ้าง

“หรอ ? ผมก็ไม่รู้ว่าจะเสร็จกี่โมงนะ คุณก็หาอะไรกินไปก่อนล่ะกัน ยังไงเดี๋ยวผมจะซื้ออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับไปฝากนะ แล้วถ้าที่บ้านมีอะไรก็บอก” เขาตอบกลับเมื่อมองนาฬิกาหน้ารถแล้วประเมินว่าธุระทั้งหมดของเขาอาจจะกินเวลาตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงไปจนถึงสองชั่วโมงก็เป็นได้

“จร้า... ขับรถดี ๆ ล่ะ” หล่อนเป็นฝ่ายปิดบทสนทนาด้วยการส่งสติ๊กเกอร์ เป็นภาพตัวการ์ตูนเด็กทารกหัวโตตลก ๆ เคลื่อนไหวกระดุกกระดิก

หล่อนจำต้องเข้าครัวเปิดแก๊สต้มน้ำทำกาแฟแทนที่จะใช้เครื่องชงของร้านตามปกติ จากนั้นก็ออกมานั่งละเลียดกาแฟอยู่ที่เก้าอี้ผ้าใบทรงกลมสีแดงข้าง ๆ หน้าต่างคู่หนึ่งที่เปิดออกมองเห็นบันไดเตี้ย ๆ เป็นทางขึ้นลงบ้าน ทอดอารมณ์ด้วยเสียงเพลงจากหูฟังที่เชื่อมต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือ ให้ฟื้นตื่นจากอาการสะโหลสะเหลเพราะการนอนเกินเวลา แดดยามเที่ยงของวันนี้ดูราวกับแดดยามเช้า เพราะฟ้าปิดและมีปุยเมฆสีเทาสยายเป็นใยทั่วท้องฟ้า หล่อนทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการปล่อยให้ตัวเองนั่งอยู่ในบ้านมืด ๆ จนกว่าไฟจะมา

และมันเป็นนิสัยไปเสียแล้ว ที่หล่อนจะต้องเร่งเสียงเพลงให้ดังจนแทบไม่ได้ยินเสียงจากภายนอก แม้ว่าจะมีคำเตือนจากระบบเครื่องเล่นเพลงว่า ระดับเสียงที่ใช้นั้นเกินกว่าระดับที่ปลอดภัยแล้ว

กรึ๊บ... เสียงคล้ายประตูปิดดังขึ้น หล่อนรู้สึกอย่างนั้นแต่ยังคงนอนหลับตาอยู่บนเก้าอี้ ...ไม่มีอะไรหรอก หล่อนบอกกับตัวเอง แต่ก็แอบลุ้นด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ว่าจะมีเสียงอะไรตามมาให้รู้สึกแปลก ๆ อีกหรือไม่ ? แต่ก็เปล่า... ไม่มีเสียงอะไร... แต่ก็นั่นแหละ มันยิ่งทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาตงิด ๆ ว่าทำไมบ้านนี้ถึงมีอะไรที่ทำให้รู้สึกไม่ปกติได้อยู่ทุกวัน ? มี ใครพยายามจะบอกอะไรหล่อนหรือเปล่า ? คิดไปก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมองจากบนบันได แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกหนาวจนขนลุกอีกครั้ง ใจหล่อนเต้นตุ้บตั้บนึกถึงพระพุทธรูปบนหิ้งพระเหนือขั้นพักบันได ตามมาด้วยบทสวดนะโมสามจบ แล้วอธิษฐานจิตกล่าวในใจว่า “ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง”

ให้ทิปบล็อก - ช่วยสนับสนุนบล็อกของเราด้วยการให้ทิป เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์งานดีๆ ได้ต่อไป
[ บล็อกนี้ได้ทิปแล้ว 0 ครั้ง ]
20 บาท
50 บาท
100 บาท
*คุณสามารถให้ทิปได้ ตั้งแต่ 20 - 1000 บาท
บทความก่อนหน้า เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑ บทความถัดไป เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑๐

บทความอัพเดทล่าสุด

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๔