บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๓

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 - 09:42 น.
AA 24

กลิ่นพริกแกงที่คั่วจนเข้าเนื้อกับน้ำกะทิข้นคลั่ก ส่งกลิ่นหอมหวนลอยขึ้นไปปลุกให้ชนม์ชาติต้องลืมตาตื่นขึ้น เมื่อเขามองปราดไปที่ใต้ประตูห้องเห็นแสงไฟเปิดสว่างที่โถงชั้นบน และแว่วเสียงตะหลิวดังกระทบแก๊ก ๆ กับกระทะจึงลุกจากเตียงตามลงมา เห็นฉัตรแก้วค่อย ๆ เทหอยขมที่แกะเอาแต่เนื้อลงไป ตามด้วยใบชะอม เมื่อรอจนเดือดได้ที่แล้ว ก็ตักขึ้นแบ่งใส่ชามพักไว้สำหรับทำบุญใส่บาตรเช้านี้

“นอนไม่หลับหรอ ? ” เมื่อได้ยินเสียงถามขึ้น หล่อนจึงเหลียวตามไปมองเห็นแววตาของเขาที่มีรอยยิ้มอยู่ในที

“ใช่... นอนไม่ค่อยสบาย คุณใส่บาตรด้วยกันนะ” หล่อนเอ่ยชวนโดยไม่คิดหวังว่าคำตอบของเขาจะเป็นอื่นไปได้เลยนอกเสียจากจะตกลงตามนั้น เพราะยังจำคำพูดของเขาได้ว่า

‘ผมชอบนะ... อย่างพระสายปฏิบัติออกธุดงค์ไปตามป่าเขาเรื่อย ๆ น่ะ... บางทีผมขับรถผ่านเห็นท่านเดินถนน ก็อยากจะหยุดถวายน้ำซักขวดก็ยังดี ท่านน่านับถือยิ่งกว่าพระตามวัดในเมืองที่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย ดีไม่ดีจะสบายกว่าคนอย่างเราอีก ผมถึงไม่ค่อยอยากจะเข้าวัดพวกนี้เพราะมันดูเป็น พุทธพาณิชย์ ไปซะหมดแล้ว’

เขามักจะเปรย ๆ เรื่องทำนองนี้ให้ฟัง ซึ่งหล่อนเองก็เห็นตรงตามนั้น ...ความปรารถนาอย่างหนึ่งของเขาที่ดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับหล่อน นั่นก็คือแนวคิดเกี่ยวกับ ความสงบสุข ที่แท้จริงทางจิตวิญญาณ

“อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมาวัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง...”

เสียงกังวานของพระผู้รับนิมนต์ทำให้ฉัตรแก้วรู้สึกสงบเยือกเย็น หล่อนหลับตาลงเพื่อให้ใจได้จดจ่อซึมซาบกับพรนั้นโดยไม่มีสิ่งใดรบกวน พระรูปนี้ดูแก่พรรษาแล้วด้วยสายตาของหล่อนที่ประเมินจากสีเหลืองเก่าซีดของจีวร และเมื่อจบพรลงท่านจึงค่อย ๆ ย่างเยื้องเดินผ่านไปด้วยอาการสงบสำรวม

หล่อนเทน้ำจากจานรองซึ่งทำด้วยแก้วกรุลวดลายดอกกุหลาบที่ด้านล่าง รดลงไปที่โคนต้นมะขามใหญ่หน้าบ้านหลังจากที่ได้ว่าบทกรวดน้ำจบแล้ว ทั้งได้ตั้งจิตอธิษฐานขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ทำในครั้งนี้ ให้แก่บรรดาญาติผู้ล่วงลับและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ตลอดจนเหล่าเทพเทวดาที่คอยคุ้มครองรักษาตัวหล่อนและ สถานที่แห่งนี้...

“ขอบใจหล่อนมากนะ... แม่ช่อ หลับให้สบายเถิดแม่...”

ร่าง บางโปร่งแสงก่อตัวขึ้นอย่างกลมกลืนไปกับฝุ่นละอองในอากาศ ที่จะปรากฏชัดขึ้นได้ยามต้องกับแสงแดดอ่อน ๆ เอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

...เสียงเด็กผู้หญิงหัวเราะร่วนชอบอกชอบใจ ยื่นกะลาหนึ่งใบให้เด็กชายที่อยู่ตรงหน้า มีกองดินที่ขูดโกยขึ้นมา “อ้าวนี่ฉันให้ปลาอีกตัว” หนูน้อยตาโตยื่นใบมะม่วงแห้งสีน้ำตาลให้เด็กชาย ซึ่งดูจะมีอายุไล่เลี่ยกันคนนั้น ที่ข้างตัวมีหม้อปุ ๆ ที่เหลือหูจับอยู่ข้างเดียวใบย่อม ใส่น้ำสีน้ำตาลขุ่นอันเกิดจากการที่ แม่ค้า ละเลงดินลงไปราวกับว่าได้ปรุงอาหารขึ้นมาจริง ๆ

เด็กชายคนนั้นจึงนั่งขัดสมาธิลง ทำท่าหยิบใบไม้ขึ้นมาเหมือนกับว่าจะกินได้ แล้วหนูน้อยก็พลันคว้าเอาก้านมะละกอแห้งขึ้นมาปัดข้าวของผึ่บผั่บ คล้ายกลัวว่าจะมีอะไรมาตอมเสียเดี๋ยวนั้น “เท่าไหร่จ๊ะ ? ” ลูกค้าตัวผอมกะร่องไม่ใส่เสื้อคนนั้นเอ่ย พลางยื่นเม็ดมะขามให้...

...รถไฟลอยฟ้าสายใต้เคลื่อนตัวออกจากชานชาลา มุ่งหน้าไปเรื่อยๆ หล่อนเห็นตัวอักษรอิเล็กทรอนิกส์วูบไหวบอกชื่อสถานีถัดไปที่จะหยุดว่า “...ช่องนนทรี” จึงลุกขึ้นรอท่าจะลงด้วยความรู้สึกโล่งใจ แต่เมื่อก้าวเท้าลงไปแล้วก็พบว่า ที่แท้พาหนะที่หล่อนอาศัยมานั้นเป็นเพียงรถเมล์เก่าคร่ำคร่าคันหนึ่ง ! ออกตัวขับผ่านหน้าไปทิ้งไว้แต่เพียงถนนโล่งกว้างผิดหูผิดตา

ที่นี่ที่ไหน ? หล่อนรำพึงคนเดียว พลันเห็นหญิงสาวสองคนกำลังบุ้ยใบ้ ทำท่าซุบซิบเรื่องจมูกของหล่อนว่าไป ทำ มา ทำให้หล่อนเกิดความไม่สบอารมณ์ แต่กลับเดินเข้าไปถามว่า “อ้าว ! รถคันนั้นจะไปถึงสนามบินเลยหรอ ? ” ด้วยน้ำเสียงว่าเสียดายที่รีบลงมาก่อน เพราะเข้าใจว่ารถจะสิ้นสุดที่นี่

“ใช่ ๆ ” สองสาวช่วยกันตอบ พลางเสริมขึ้นว่า “ไม่งั้นต้องต่อรถไฟฟ้าไปอีก” หล่อนเห็นด้วยอย่างนั้นแต่เมื่อมองไปเพื่อหวังว่าจะเห็นเสาคอนกรีต ก่อร่างสูงขึ้นไปใหญ่โตรองรับรถไฟลอยฟ้า ก็ต้องผิดหวังเพราะหล่อนเห็นแต่เพียงภาพท้องฟ้าเปล่า ๆ เวิ้งว้าง หาได้มีสิ่งใดทอดตัวอยู่เหนือถนนเส้นนั้นไม่...

ปู้กกกกก ! กระปุ๊ก ๆ ... ปุ๊ก ๆ ... นกประหลาดแผดเสียงแหลมน่ารำคาญอยู่เป็นวรรคเป็นเวร จนฉัตรแก้วรู้สึกตัวตื่นจากความฝัน ที่ดำเนินต่อกันไปอย่างหาความเกี่ยวพันอะไรไม่ได้

“เก้าโมงแล้ว... ตื่นไหม ? ” เสียงของชนม์ชาติบอกให้รู้เวลาเมื่อหล่อนผุดลุกขึ้น

ปู้กกกกก ! กระปุ๊ก ๆ ... ปุ๊ก ๆ ... ไม่ทันไรเสียงนก ‘เวร’ ก็แผดตามมาอีกชุด

“โอ้ยยย ! นกอะไรเนี่ย ? ...ร้องน่ารำคาญ” หล่อนโอดครวญ

เขาลุกเดินไปเยี่ยม ๆ มอง ๆ ตรงหน้าต่างของตึกแถวหลังใกล้ ๆ พลางบอกกับหล่อนว่า “ไม่รู้เหมือนกัน เนี่ย... มันทำรังอยู่ที่หน้าต่างบ้านโน้นโน่น... คุณเห็นไหม ? ระวังเดี๋ยวมันจะย้ายมาทำรังที่บ้านคุณเข้าให้ซักวัน” แฟนหนุ่มตอบด้วยสุ้มเสียงติดตลก

โมงยามเดินหน้าไปจนได้เวลาที่จะต้องเห็นตะวันอยู่ตรงศีรษะแล้ว แต่วันนี้กลับมีเพียงไอร้อนระอุกับแผ่นฟ้าที่ดูผิดแผกไปจากเมื่อวาน กลายเป็นเมฆครึ้มเทาหม่นก้อนมหึมาพาดห่มทางด้านทิศตะวันตก เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าฝนห่าใหญ่อาจจะตกลงมาได้

ฉัตรแก้วทำงานไปก็ครุ่นคิดไปถึงเรื่องเด็กสองคน ที่กำลังเล่นหม้อข้าวหม้อแกงอยู่ในความฝัน ไม่รู้ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นเป็นใครที่เคยรู้จักหรือไม่ ? หรือ... จะเป็นเพียงเด็กทั่วไปที่ฉันแค่บังเอิญได้พบเห็น ? แล้วก็เก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะเท่านั้นเอง ? คิดไปแล้วก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง... ยื่นมือไปยกแก้วกาแฟเย็นขึ้นจิบคลายร้อน รสขมมันอย่างเอสเพรสโซ่เพิ่มฟองนม ช่วยดึงสติหล่อนให้กลับมาอยู่ที่กระดาษเขียนออเดอร์บนมือ จึงเดินผลุบเข้าไปในครัวเพื่อรื้อซาโมซ่ากล้วยหอมในตู้แช่แข็งออกมาให้ชนม์ชาติลงมือทอด

ปิ๊ป... มีเสียงเตือนข้อความเข้าที่โทรศัพท์มือถือของเขา หล่อนจึงบอกให้เขาละมือจากตรงนั้นเพื่อจัดการกับงานของเขาก่อน

เขาออกไปนั่งไขว้ห้างหลวม ๆ อยู่บนเก้าอี้สตูสูงหลังเคาน์เตอร์บาร์ สายตาจดจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างใช้ความคิด เมื่อหล่อนเดินกลับมาหลังจากเสิร์ฟของว่างให้ลูกค้า สายตาก็เหลือบไปมองเห็นกางเกงเดินป่าสีกากี ที่เขาสวมอยู่บ่อยครั้งจนรู้สึกชินตา พลางนึกไปว่า... ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นเมื่อสักยี่สิบสามสิบปีก่อน คงไม่มีใครนึกออกว่าเราจะซื้อขายของกันได้ทุกที่ได้อย่างไร ? ...และก็คงไม่มีใครนึกออกว่า เราจะเปิดร้านขายของโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ได้อย่างไร ? เช่นเดียวกับร้านขายอุปกรณ์เดินป่าของเขา ที่ฟูมฟักมาจนวันนี้ได้กลายเป็นธุรกิจทำเงินให้กับเขาอยู่ในโลกออนไลน์ไปแล้ว

ชนม์ชาติเดินถือถุงขยะใบย่อม ๆ ออกมาทิ้งข้างนอกบ้าน เมื่อเก็บล้างจานชามในครัวหลังจากปิดร้านจนเรียบร้อย โดยมีฉัตรแก้วเดินตามมาเพื่อปิดประตูรั้วให้ ข้างนอกลมพัดหวืดไหวปะทะใบหน้านำพาเอาฝุ่นทรายปลิวเข้าตาจนหล่อนต้องหยีตา ดูท่าว่าเมฆที่ตั้งเค้าว่าจะตกในตอนเที่ยงแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ตก จะมาตกเอาตอนดึกเสียแล้ว... หล่อนคิดไป

เมื่อได้ทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่มยวบยาบ แล้วเอนกายอิงหมอนผ้ากำมะหยี่ทอดอารมณ์ให้หายเหนื่อยหอบ ลมฝน เย็น ๆ ก็พัดโชยเอากลิ่นไอดินลอยมาแตะจมูก และชื่นฉ่ำเสียจนผิวกายชื้นชา หล่อนจึงลุกเดินไปปิดพัดลมที่พ่นเคลือบเป็นสีทองประกายเลียนแบบของเก่า อาจจะเป็นเพราะเวลานี้หล่อนได้เปลี่ยนจากกางเกงห้าส่วนยาวกรุยกรายที่ดู เผิน ๆ แล้วบานเหมือนกระโปรงเมื่อตอนกลางวัน มาเป็นกางเกงยีนส์ขาสั้นอวดรอยขาดลุ่ย เพื่อจะเก็บกวาดทำความสะอาดร้าน จึงทำให้หล่อนรู้สึกว่าหนาววูบวาบขึ้นมา

...มือของแฟนหนุ่มประกบเข้าที่บ่าทั้งสองข้าง บีบคลึงให้หล่อนรู้สึกถึงการวิ่งวนเลื่อนไหลของเลือดลม จนความคิดที่เพริดไปอย่างไม่มีทิศทางเมื่อครู่ก่อน ถูกสะกดให้ติดตรึงอยู่ที่ปลายนิ้วลงน้ำหนักนั้น

“ขอบคุณนะ” ชนม์ชาติเอ่ยขึ้นในห้องนอน เมื่อฉัตรแก้วเป็นฝ่ายบรรจงกดข้อนิ้วเน้นหน่วง ไล้ไปบนท้ายทอยของเขาบ้าง ก่อนที่จะหันมาไซ้สันจมูกโค้งได้รูปเข้าที่ใบหน้าของแฟนสาว “ผมรักคุณนะ” เขากล่าวย้ำพลางสวมกอด หล่อนจึงสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากบ่าหนา ๆ ของเขาแทรกซึมสู่เรือนกาย หล่อนลูบประโลมไปบนแผ่นหลังของเขาอย่างเบามือเป็นเชิงตอบรับคำว่า...

รัก... ไม่ว่าคำ ๆ นี้ของเขาจะหมายถึงอะไร ? และจะนำพาชีวิตไปสู่ทิศทางไหน ? ฉันก็ยังคงเชื่อมั่นในคำ ๆ นี้ซึ่งเป็นสิทธิ์ขาดของเขาแต่เพียงผู้เดียวที่จะให้คำนิยามความหมาย... เพราะมันคงจะไม่ถูกต้องนัก หากฉันจะยึดโยงเอาคำว่ารักของใคร หรือแม้กระทั่งของตัวหล่อนเองมาตีความคำคำนี้ให้บิดเบี้ยวเสียรูปเดิมไป

หล่อนล้มตัวลงนอนข้างเขาพลางคิดต่อไปว่า... ในช่วงชีวิตของคนเราตั้งแต่เกิดจนตายนั้น ช่างหา ‘ความเป็นอิสระ’ ที่แท้จริงได้ยากนัก เพราะแม้แต่คำว่า ‘รัก’ คำนี้ ที่เราต่างก็เสียเวลาไปมากมายเพื่อจะทุ่มเถียงว่ามันคืออะไร ? และเมื่อพอจะรู้แล้วว่ามันคืออะไร เราก็ต้องเสียเวลาไปกับความพยายามอีกมากมายเพื่อที่จะ ‘บังคับ’ ให้ความรักของเรานั้นเป็นไปในทิศทางที่สังคมจะพึงยอมรับ จนบางทีก็ลืมถามตัวเองไปว่าความรักของ ‘เรา’ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ? ลืมถามตัวเองไปว่า ‘เรา’ พึงพอใจกับความรักแบบไหน ?

ทำให้สุดท้ายแล้วชีวิตของเราก็อาจจะไม่เคยได้สัมผัสกับ ความรัก เลย หรือไม่ก็พูดอย่างไม่เต็มปากนักว่าความรักนั้นได้นำมาซึ่ง ความสุข อย่างแท้จริง จนทั้งชีวิตของเราอาจจะทำได้เพียงไขว่คว้าหามันมาครอบครอง และอวดแสดงกับคนอื่นว่าเราก็มีสิ่งนั้น และอาจจะมี มากกว่า ที่คนอื่นมีเสียด้วยซ้ำ หากใครไม่มีก็จงพยายามจะมี พยายามที่จะรักและพยายามที่จะมีความสุขไปตามที่สังคมตีกรอบไว้ว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ หากผิดไปจากนี้แล้วก็จะถือเป็นความผิดบาป และจะถูกกันออกไป... จะถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง...

จนสุดท้าย เวลาและความพยายาม มากมายนั้น ก็อาจจะทิ้งเอาไว้เพียงแต่ความสูญเปล่าของชีวิต...

หล่อนปล่อยความคิดอันเรื่อยเปื่อยเลื่อนเปื้อนให้โลดแล่นไป ฉายเป็นภาพบนฉากอันมืดสลัวยามคืน โดยมีเสียงฝนตกแซะ ๆ กระทบพื้นซีเมนต์รอบบ้าน เป็นจังหวะขับกล่อมให้เคลิ้มเข้าสู่การหลับใหลอย่างค่อยเป็นค่อยไป

...อีกฟากไม้กระดานที่เรียงซ้อนเหลื่อมกันกั้นเป็นห้อง เขา ในร่างหนุ่มใหญ่ปรากฏกายทอดตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง ใบหน้าดูมีสีเลือดไม่ผิดไปจากเนื้อหนังที่มีชีวิตของคน กำลังนั่งก้มหน้าอ่านหนังสือนิยายเรื่อง “The Endless Rain”

ให้ทิปบล็อก - ช่วยสนับสนุนบล็อกของเราด้วยการให้ทิป เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์งานดีๆ ได้ต่อไป
[ บล็อกนี้ได้ทิปแล้ว 0 ครั้ง ]
20 บาท
50 บาท
100 บาท
*คุณสามารถให้ทิปได้ ตั้งแต่ 20 - 1000 บาท
บทความก่อนหน้า เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑ บทความถัดไป เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑๐

บทความอัพเดทล่าสุด

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๓