บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๒

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 - 11:21 น.
AA 21

  

ฉัตรแก้วนอนอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาพื้นสีน้ำตาลลายดอกสภาพกลางเก่ากลางใหม่ แล้วหางตาก็พาลไปมองเห็นอะไรบางอย่างแวบผ่านไปให้ชวนสงสัย หล่อนจึงผุดลุกขึ้นกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไปติด ๆ จนมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องนอนอีกห้องของบ้านโดยไม่เห็นอะไร แต่ยังไม่ทันจะคลายจากความสงสัยนั้น... พื้นบ้านชั้นบนก็ยุบตัวพังลงจนหล่อนผลุบร่วง พรืด... ! ตกมานอนหน้าคว่ำอยู่บนพื้นชั้นล่าง

“นี่ ! ทำไมทำแบบนี้ ? ” หล่อนตะคอกอย่างไม่สบอารมณ์เพราะรู้สึกว่ากำลังถูกแกล้ง พอหันขวับมองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่เจอใคร จึงผุดลุกขึ้นวิ่งออกนอกบ้านไปหยุดยืนที่สนามหน้าบ้าน ที่กลายเป็นเพียงลานดินฝุ่นคลุ้งคละเคล้าด้วยเศษใบไม้แห้งๆ เกลื่อนกลาดอยู่ในตอนนี้

“ใครน่ะ ? ” หล่อนตะโกนสุดเสียง และเมื่อหันหลังกลับมาจึงได้เห็นร่างของชายคนหนึ่ง ยืนมองหล่อนอยู่ที่หน้าต่างห้องด้านหน้าบนชั้นสอง ซึ่งกำลังส่งยิ้มเย็นยะเยือกไร้ชีวิตชีวาดูน่าขนลุกขนพอง... จนหล่อนอยากจะกรีดร้องออกมามากกว่าที่จะยิ้มตอบ

“ลงมาเดี๋ยวนี้นะ ! ฉันไม่ให้ขึ้น ! ” หล่อนโพล่งตะโกนออกคำสั่ง แสดงความหวงกันบ้านของหล่อนจากคนแปลกหน้าโดยไม่ต้องหยุดคิดถึงสิ่งอื่นใด

“อย่า... ไป...” เสียงยืดยานของชายลึกลับผู้นั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหล่อน ก่อนที่จะเลือนหายไปเมื่อชนม์ชาติวางมือแตะเท้าของหล่อนเบาๆ

หล่อนผุดลุกขึ้นอย่างสับสนด้วยความรู้สึกแปลบปลาบที่ขมับขวา และอ่อนล้าราวกับไม่ได้หลับทั้งคืน

ฉัตรแก้วจุดธูปสามดอกก่อนจะตั้งนะโมครบสามจบ หลับตาอธิษฐานขอพรจากพระพุทธรูปองค์ดำ ซึ่งมีอายุยาวนานไม่น้อยไปกว่าบ้านหลังนี้ จากคำบอกเล่าของผู้เป็นเจ้าของบ้านคนก่อน และต่อมาบ้านหลังนี้ก็ถูกยึดบังคับจำนอง กลายเป็นทรัพย์มรดกที่ตกมาถึงหล่อนในที่สุด เมื่อลาพระเสร็จ... หล่อนก็ลงไปข้างล่าง

“ไอ้นี่มันใช้ยังไงอ่ะฉัตร ? ” ชนม์ชาติตะโกนถามตั้งแต่ที่หล่อนยังยืนอยู่ที่ขั้นพักบันได จึงรีบรุดเดินไป เขาเบี่ยงตัวออกจากเครื่องชงกาแฟเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้หล่อน

“อ้อ ! คุณต้องถือให้ขนานกับช่องนี้” หล่อนรับเอาแท่นกรองกาแฟจากมือเขามาถือเอง “ค่อยดันขึ้นแล้วหมุนให้ลงล็อคยังงี้ เสร็จแล้วก็เปิดน้ำร้อน” เขาขยับตัวเข้าใกล้หล่อนอีกเล็กน้อยเพื่อจะดูให้ถนัด “อ๊ะ ! ระวังกระเด็นนะ...” หล่อนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีหยดน้ำร้อนกระเด็นใส่แขน จึงก้าวถอยหลังไปเหยียบเท้าเขา ซึ่งเขาเองก็ไม่ทันตั้งตัว พอจะชักเท้าออกด้วยความตกใจจึงหงายหลังไปพิงกับผนังห้อง ตัวหล่อนก็เลยผงะหงายตามไปด้วย จนเขาตั้งหลักได้แล้วจึงรีบคว้าตัวหล่อนไว้ไม่ให้ล้มคะมำไปเสียก่อน

...คล้ายกับเหตุการณ์ในวันแรกที่ทั้งสองพบกัน หล่อนก็ก้าวถอยหลังมาเหยียบเท้าเขาแบบนี้ ตอนที่อยู่ในบาร์เหล้าแห่งหนึ่ง ภายใต้แสงไฟอันมืดสลัวหล่อนยืนอยู่โดยไม่ทันได้ตั้งตัวก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินดุ่ม ๆ เข้ามา และไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ ? แต่ก็กระแทกหล่อนจนเซไปเหยียบเท้าเขาซึ่งยืนอยู่บริเวณนั้นพอดี หล่อนจึงต้องรีบหันไปขอโทษขอโพย เขาเองก็คิดว่าคงจะไม่ยอม ถ้าคนที่มาเหยียบเท้าเขานั้นตั้งใจมาหาเรื่องเพราะความหัวร้อน แต่พอรู้สึกได้ว่าแขนเขาสัมผัสกับแผ่นหลังของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สวมเดรสผูกคอเปิดหลังเว้าลงไปถึงสะโพกชวนมอง จึงใช้แขนดุนหลังหล่อนเอาไว้ไม้ให้ล้ม แล้วก็ยื่นมือมาประคองบังคับไว้ให้ทรงตัวได้ ช่วงเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ทำให้เขาจดจำใบหน้าพริ้มเพราดูสะดุดตานั้นไว้ได้ และหลังจากวันนั้นก็ดูเหมือนจะบังเอิญเจอหล่อนตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้นว่า ห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารย่านนั้นอีกหลายครั้ง จนวันหนึ่งก็เริ่มมีโอกาสได้ทักทายและทำความรู้จักกันในที่สุด ซึ่งหล่อนเองก็รู้สึกเหมือนกันในเรื่องนี้ แต่ก็พยายามจะอธิบายด้วยหลักการทำนองว่า

... ถ้าวันไหนเรากำลังมองหารถคันสีแดงบนถนน เราก็จะเจอมันมากกว่าในวันที่เราไม่ได้อยากจะหา...

กรุ๊งกริ๊ง... กรุ๊งกริ๊ง... เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ตรงที่จับประตูดังขึ้น พร้อมกับลูกค้าในร่างอวบสูงเท่าผู้ชาย แต่มาในชุดเดรสสีแดงสด แต่งหน้าอย่างประณีต ทำจริตจก้านอย่างผู้หญิง ซึ่งอันที่จริงก็ดูจะ ‘ล้น’ กว่าผู้หญิงจริง ๆ เสียด้วยซ้ำ ฉัตรแก้วรีบเข้าประจำที่หลังเคาน์เตอร์บาร์พร้อมรับออเดอร์

“พี่ขอ เอิ่ม... คาปูร้อนแก้วนึงนะคะ... อ๊าว ! แกเอาอะไร ? ” เมื่อสั่งเสร็จก็หันไปถามเสียงสูงซึ่งเป็นเสียงสองกับเพื่อนที่มาด้วยกัน ซึ่งก็ดูเป็น ’สาว’ เหมือนกัน แต่คนนี้ตัวบางและผิวคล้ำกว่า มัดผมรวบตึง ใส่ต่างหูห่วงใหญ่ สวมเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงยีนส์รัดรูปดูทะมัดทะแมง

“น้องคะ เดี๋ยวขอแซนด์วิชชีสสสที่นึงด้วยนะคะ” พูดทิ้งท้ายไว้เท่านั้น ก็พากันไปเลือกที่นั่งริมหน้าต่างที่มองออกไปจะเห็นสวนข้างบ้าน มีว่านลิ้นมังกรตั้งตรงขนาบกับกำแพงบ้าน และกอคุณนายตื่นสายเลื้อยปรกดิน

คาเฟ่แอนด์เรสเทอรองท์แห่งนี้ ฉัตรแก้วตั้งใจจะตกแต่งให้ดูกลมกลืนกันไป ให้มีความร่วมสมัยของความใหม่กับความเก่า... อย่างเก้าอี้หวายพนักโค้งมนแบบไทย ๆ เสริมเบาะนวมลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มสีชมพู วางเข้าชุดกับโซฟาผ้าสีน้ำตาลเข้มตัวเขื่อง ประดับด้วยแจกันวางพื้นสูงเท่าเอว สีน้ำเงินเพ้นท์ลายดอกลิลลี่โต ๆ สูงขึ้นไปมีพัดลมเพดาน ซึ่งมีอยู่แต่เดิมเป็นสีเขียวตองอ่อนดูเย็นตา

สตรีข้ามเพศสวมเดรสสีแดงหันไปชื่นชมบรรดาต้นไม้ ที่ถูกสรรหามาประดับประดาทั่วบริเวณ พลางยกถ้วยกาแฟซึ่งมีลวดลายคล้ายกับม่านห้อยระย้าสีเขียวไข่กาเข้าชุดกันกับจานรอง จิบเข้าอึกหนึ่งพอรู้รสชาติ ก็วางลงแล้วเริ่มหันมาละเลียดขนมปังแซนด์วิช

...สักพักโดยไม่ได้ตั้งใจ หางตาที่เขียนตวัดขึ้นเป็นริ้วสีดำคมกริบ แลดูสง่าตามสมัยนิยมของเจ้าหล่อน ก็ชายไปสะดุดกับบางสิ่งบางอย่าง... ที่บอกด้วยความรู้สึกว่า ไม่ปกติ ของโต๊ะตัวที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ ซึ่งไม่มีใครจับจองแต่เหมือนกำลังเรียกร้องความสนใจให้หันไปมอง กระนั้นเจ้าหล่อนก็ยังแสดงทีท่าว่าไม่ยี่หระใด ๆ เหมือนได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้แล้ว... จึงหมดความสนใจไปเสีย พลันหันมาสบตากับเพื่อนที่เพิ่งจะผละจากการจดจ้องกระจกโปร่งแสง เล่นสีเหลือง แดงสลับน้ำเงิน เหนือบานหน้าต่างทรงยาวเกือบจดพื้น

เขา ในเวลานี้เป็นเพียงอณูบางเบาที่ละเอียดกว่าฝุ่นละออง... ฟุ้งกระจายเจือไปกับอากาศรอบตัวบ้าน ยักย้ายเปลี่ยนที่สถิตไปมาตาม ‘ดวงจิต’ ที่อ่อนไหวไหลลื่นไม่ติดอยู่กับที่ใดนาน ๆ เว้นเสียแต่ห้องนอนของเขาที่ชั้นบน อันเป็นสถานที่ที่จิตเขาดับลง เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง

...ที่ที่ยังคงเหนี่ยวรั้งไม่ยอมให้เขาห่างไปไหนนาน ๆ

...ที่ที่เขายังคงยึดเอาอารมณ์ของความรัก... ความใคร่... ความเกลียดชัง... และความโกรธแค้น เป็นดั่งร่างใหม่ให้วิญญาณของเขาได้ จุติ ขึ้นอีกครั้ง

...ที่ที่เมื่อหวนนึกถึงอดีตครั้งใด ดวงจิตของเขาก็จะถูกดึงกลับไปนอนติดอยู่บนเตียง โดยฉับพลันเช่นในเวลานี้

เขานึกสังเวชที่ตนอุตส่าห์พ้นจากกรงพันธนาการแห่งทุก ๆ ‘ผัสสะ’ ...รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เฉกเช่นมนุษย์ปุถุชน แต่กลับแทนที่เป็นการกักขังด้วยกรงพันธนาการแห่ง ’เวทนา...รัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งยังความทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาจวบจนวันนี้

เสียงเปียโนจากเพลงบรรเลงสากลดังคลอเบา ๆ เคล้าคู่ไปกับเสียงนกที่ดัง จิ๊บ ๆ ... จั๊บ ๆ ... ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดบ่าย ส่งให้ฉัตรแก้วจดจ่ออยู่กับงานในร้าน ทั้งรับออเดอร์ทั้งคิดเงิน และคอยแวะเข้าไปดูชนม์ชาติที่ง่วนอยู่หน้าเตาในครัวเป็นพัก ๆ จนเวลาเดินเข้าสู่ยามโพล้เพล้ หล่อนจึงนึกขึ้นมาได้ว่าต้องเปิดไฟชายคา เพื่อเพิ่มความสว่างให้กับบริเวณบ้านแล้ว

จู่ ๆ ก็มีหยดฝนร่วงลงมาเปาะแปะ ๆ ... ตามมาด้วยเสียงซู่ซ่าของสายฝน ที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ลูกค้าในร้านต่างหันไปมองอย่างสนใจ หลายคนเริ่มเปลี่ยนบทสนทนามาเป็นความกังวลว่า น้ำจะท่วมถนนแล้วรถก็จะติดจน ทำให้เขากลับถึงบ้านล่าช้ากว่าเวลาปกติ หล่อนเข้าใจความกังวลชนิดนี้ดี เพราะหล่อนเองก็เคยทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับ และต้องผ่านเส้นทางที่คับคั่งติดขัดทุก ๆ วัน ซึ่งทำให้กว่าจะถึงบ้านก็เหนื่อยล้าเสียจนไม่เหลือพลังจะไปทำอย่างอื่นต่อ ...กระทั่งเวลาผ่านไปสักสิบนาทีเสียงฝนก็ค่อย ๆ เบาลง ลูกค้าที่ตัดสินใจจะกลับทันทีก็เรียกคิดเงิน ส่วนลูกค้าที่ชั่งใจแล้วว่า การได้นั่งรอสบาย ๆ ในร้านนั้น ย่อมดีกว่าการนั่งอยู่ในรถที่ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ ก็ตัดสินใจนั่งต่อจนร้านปิด

ดึกแล้ว... ไฟในร้านหรี่ลงแค่พอมองเห็น ชนม์ชาติอยู่เฝ้าฉัตรแก้วซึ่งกำลังทำบัญชีรายรับรายจ่าย ด้วยการนั่งดูช่องยูทูปไปเรื่อยเปื่อยบนโซฟากลางร้าน ห่างจากบริเวณที่หล่อนทำงานตรงเคาน์เตอร์บาร์และมีไฟเปิดสว่าง ฝนตกลงมาซึ่งฟังจากเสียงแล้วหนักกว่าเมื่อตอนหัวค่ำ เสียงฟ้าร้องคำรามฮึ่ม ๆ ! จนหล่อนต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจ ยิ่งมีแสงของสายฟ้าสว่างวาบเป็นระยะ ๆ ด้วย ก็ยิ่งทำให้หล่อนรู้สึกเกร็งเครียดไปอีก...

ปั้ง ! เสียงคล้ายระเบิดปะทุดังสนั่นไปทั่ว แล้วไฟทุกดวงในบ้านก็พลันดับลง หล่อนก็พลอยสะดุ้งตกใจ เขาจึงผุดลุกขึ้นพร้อมกับบอกว่า

“สงสัยหม้อแปลงระเบิด” ว่าแล้วก็เดินขึ้นไปหยิบไฟฉายในห้องนอน ทิ้งให้หล่อนอยู่ข้างล่างเพียงลำพัง ตอนนี้บ้านมืดจนมองอะไรไม่เห็น หล่อนได้ยินเสียงเปิดห้องนอนของเขาแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง พอดวงตาชักเริ่มจะมองเห็นอะไรลาง ๆ ได้บ้างแล้ว ทั้งได้ยินเสียงบันไดดัง ออดแอด จึงหันไปมอง แต่ก็ไม่เห็นว่าเป็นเขาที่เดินลงมา

...ชั่ววินาทีนั้นขนแขนหล่อนก็ลุกชัน เพราะหัวดันไพล่ไปนึกถึงเสียงประหลาดเมื่อวันก่อน บรรยากาศก็เย็นเยียบเสียจนหล่อนใจคอไม่ดี จึงต้องลนลานตะโกนเรียกเขา

“คุณ ! คุณ ! ”

เขาตะโกนขานรับหล่อน “อื้อ...” แล้วจึงค่อยปรากฏตัวเขากำลังเดินลงบันไดมา

เขาส่องไฟตรวจสวิตช์คัทเอาท์ เมื่อไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติจึงชวนหล่อนนั่งลงด้วยกันที่โซฟา “คงจะซักพักแหละ รอก่อน...” จนฝนซาและหยุดไปไฟก็กลับใช้การได้ พร้อมกับเสียงพรึ่บพรั่บของดวงไฟในเวลาต่อมา

ที่เวลาเกือบเที่ยงคืน... ชนม์ชาติผล็อยหลับไปด้วยความเมื่อยล้า ทั้งที่ยังกางแขนให้ฉัตรแก้วหนุนนอน แต่ก็ไม่วายจะทิ้งเสียงกรนเบา ๆ เอาไว้ที่ข้างหู หล่อนพลิกตัวหันหน้าออกจากเขา ขณะที่กำลังเกิดความรู้สึกแย่ที่ไม่สามารถข่มตานอนได้แม้ว่าจะเหนื่อยสักเพียงใด

...และเหมือนว่ากำลังจะเข้าสู่ภวังค์แรกแห่งนิทรา หล่อนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวขึ้นมาแล้ว ก็นอนหลับตาพริ้มอยู่ท่ามกลางความสงัดเงียบยามย่างเข้าตีสาม แต่ยังคงรับรู้ได้ถึงสัมผัส... ของบางสิ่งบางอย่างที่มาปะทะ... บนเรือนกายอันอยู่ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น

ให้ทิปบล็อก - ช่วยสนับสนุนบล็อกของเราด้วยการให้ทิป เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์งานดีๆ ได้ต่อไป
[ บล็อกนี้ได้ทิปแล้ว 0 ครั้ง ]
20 บาท
50 บาท
100 บาท
*คุณสามารถให้ทิปได้ ตั้งแต่ 20 - 1000 บาท
บทความก่อนหน้า เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑ บทความถัดไป เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑๐

บทความอัพเดทล่าสุด

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๒