บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑๐

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 - 19:26 น.
AA 4

ชนม์ชาติเป็นเพียงผู้ชายคนเดียวที่บอกเล่าเรื่องราวพรรค์นี้ให้ฉัตรแก้วฟังจนหมดเปลือก ไม่ว่ามันจะเป็นประสบการณ์กับผู้หญิงคนก่อน ๆ ของเขาที่เป็นเรื่องเป็นราวถึงขั้นใช้คำว่าแฟน หรือผู้หญิงที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยอย่างไม่ผูกมัดอะไร ซึ่งหล่อนก็ไม่ได้ถือสาอะไรกับความปรารถนาเช่นนี้ของเขา และออกจะสนใจใคร่รู้ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับความรักความใคร่เสียมากกว่าที่จะมุ่งมองว่าการกระทำของใคร ? ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางศีลธรรมที่ใคร ? ยึดถือเอาไว้หรือไม่ ?

หล่อนจึงได้ไต่ถามเขาไปถึงผู้หญิงเหล่านั้นว่า เคยบอกเขาว่ารู้สึกอย่างหล่อนบ้างหรือไม่ ? และก็ได้รับคำตอบว่า “ไม่นะ... ไม่รู้สิ ไม่เคยถาม” พอพูดจบเขาก็เอนหลังลงนอนหลับตาเงียบไปในความมืดของห้องนอน แต่ถึงแม้ว่าหล่อนจะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ก็นึกพอใจที่เขาและหล่อนได้มีชั่วขณะของการแบ่งปันทั้งความรู้สึก และเรื่องราวของกันและกันอีกครั้ง

เมื่อไฟโคมถูกปิดลงและหล่อนปรับสายตาให้ชินกับความมืดมิดได้แล้ว จึงเหลือบมองแถบไม้ฉลุลายหยาดน้ำฝนเหนือบานหน้าต่าง ที่ในเวลานี้ปรากฏให้เห็นเป็นเงาลาง ๆ อย่างพินิจพิจารณา และยังคงครุ่นคิดถึงบทสนทนาบนเตียงที่เคยเกิดขึ้นระหว่างหล่อนกับเขาต่อไปอีกเรื่อย ๆ อย่างกับจะทบทวนว่า การส่งสัมผัสแห่งแรงปรารถนาให้แก่กันของคู่หล่อนนั้น แท้จริงแล้วมีความลึกซึ้งสักเพียงใด ?

...ที่อีกห้องซึ่งไฟไม่เคยถูกเปิดเลยในช่วงกลางคืน ร่าง ของเทียนชัยนอนฟังบทสนทนาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งอันที่จริงก็คือเขาได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนั่นแหละ ด้วยความที่มี ดวงจิต อันวิ่งไวไหลลื่นทำให้เมื่อเขานึกคิดถึงสิ่งใด ตัวเขาก็จะไปปรากฏต่อหน้าสิ่งนั้นได้ โดยไม่ต้องออกแรงอย่างตอนที่เขามีชีวิตอยู่

นัยน์ตาเขาปริ่มด้วยหยดน้ำจากความสะเทือนใจจากเรื่องราวในอดีตที่เคยมิไยว่าช่อแก้ว... ผู้เป็นภรรยาของเขาจะรู้สึกเสียใจ และโกรธแค้นเพียงใดที่เขาเอาหญิงอื่นมานอนที่บ้านอย่างเปิดเผย ? แล้วก็ทึกทักไปเองว่าความเป็นหญิงทำให้หล่อนต้องเก็บกลืนความรู้สึกเอาไว้ และจะกล่าวโทษอันใดฝ่ายชายมิได้ เพราะถือว่าความเป็นชายของตนนั้นเป็นใหญ่ และถือคตินี้ว่าเป็นความถูกต้องสูงสุด สูงกว่าความถูกต้องชนิดอื่น

เขาพยักหน้าเบา ๆ อย่างรับรู้ความรู้สึกของฉัตรแก้วเมื่อครู่นี้ “ฉันไม่เคยห่วงใยความรู้สึกหล่อนเลย... ฉันนี่มันเป็นผัวที่ไม่ได้ความ” เขากล่าวตำหนิตัวเอง

“‘ถ้าตอนนั้นเราพูดคุยกันได้อย่างเปิดเผยเหมือนที่หล่อนคุยกับผัวในวันนี้ หล่อนก็คงจะไม่ทิ้งฉันไปอย่างนั้นแต่ก็จะโทษหล่อนเรื่องนั้นไม่ได้ เพราะฉันเองต่างหากที่นอกใจหล่อนก่อน... หล่อนคงอยากจะพูดกับฉันอย่างนี้สินะ”

“เป็นฉันเองที่หลงเข้าข้างตัวเองว่าอย่างไรเสียฉันก็เป็นผู้ชาย ไม่มีทางเจอเรื่องน่าอดสูแน่นอน จนสุดท้าย... ฉันต้องมานอนตายคนเดียวอยู่ในห้องนี้... มันช่างน่าอเนจอนาถใจนัก ฮื่อ ๆ ”

ปลายเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความสมเพชตัวเอง ใบหน้าซีดไม่มีสีเลือดนั้นอาบไปด้วยน้ำตา เวลานี้เขานอนหงายอยู่บนเตียงอย่างทรมาน ราวกับมีสิ่งใดมารัดรึงเขาไว้ไม่ให้ขยับตัวลุกขึ้นได้ จึงได้แต่ส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น เผื่อว่าหล่อนจะบังเอิญได้ยินอีกสักครั้ง

เมื่อเวลาครึ่งราตรีผ่านพ้นไป... ฝนก็กระหน่ำตกลงมาจนเสียงดังกลบกลืนทุกสรรพเสียงใด ๆ หล่อนนอนลืมตาฟังอยู่นิ่ง ๆ บนเตียง เพราะรู้สึกเหมือนว่าจะได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกอะไรสักอย่างกลั้วไปกับเสียงฝน จนฟังอยู่นานแล้วก็ยังรู้สึกว่านั่นไม่ใช่แค่เสียงฝน แต่มันมีเสียงอย่างอื่นแทรกผสมอยู่ด้วยจริง ๆ

...แต่ดึกขนาดนี้แล้วใครจะมาตะโกนอะไร ? แล้วตะโกนว่าอะไรกันแน่ ? ฉันก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง หล่อนคิดไป และความเคลือบแคลงสงสัยนั่น ทำให้หล่อนนึกรำคาญใจจนอยากจะผุดลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ บ้าน

แต่เมื่อปรากฏแสงสว่างวาบบนท้องฟ้าตามมาด้วยเสียงดัง เปรี้ยง ! อันเป็นเสียงฟ้าฟาดรุนแรงเล่นเอาหล่อนตกใจกลัว จากนั้นก็เกิดฟ้าแลบฟ้าร้องตามมาอีกหลายระลอก ทำให้หล่อนเกิดเปลี่ยนใจพลางหลับตาปี๋เอานิ้วอุดหูเป็นพัลวัน เพื่อลดเสียงกัมปนาทนั่นให้กระทบกับโสตประสาทเบาบางที่สุด สุดท้ายเมื่อเห็นว่าท้องฟ้าจะยังคงความโกลาหลอย่างนี้ต่อไป จึงเขยิบหลังเข้าประชิดตัวชนม์ชาติเพื่อยังความอุ่นใจขึ้น... แม้เพียงสักนิดหนึ่งก็ยังดี

แต่ความรู้สึกที่หล่อนได้ก็คือ ร่างที่นอนนิ่งไม่สะดุ้งสะเทือนต่อความแปรปรวนใด ๆ ของฟ้าฝน จึงสรุปเอาเองว่าเขาคงจะหลับสนิท ...ทำไมเขาถึงได้หลับง่ายขนาดนี้นะ ? หลับง่าย... ตื่นง่าย... ช่างแตกต่างกับหล่อนนัก หล่อนได้แต่ปรารภกับตัวเองอย่างนึกอิจฉา

จนเวลาล่วงเข้ายามสามแล้ว... ครื่น... ครื้น... ! เสียงอันเกรี้ยวกราดของท้องฟ้ามืดทะมึน รุกเรียกให้ช่อแก้วรู้สึกตัว หลังจากที่ผล็อยหลับไปเพราะความอ่อนเพลียจากการเดินทางไปพบปะบรรดามิตรสหายเมื่อตอนกลางวัน มีไอเย็นเยียบของละอองฝนลอยมาแตะผิวกายที่ยังร้อนอบจากอากาศภายในบ้าน เตือนให้รู้ว่าอาจเกิดพายุฝนก่อนจะรุ่งสาง หล่อนผุดลุกขึ้นด้วยความรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว มองผ่านตู้ไม้โปร่งขนาดใหญ่ที่วางกั้นพรางตาระหว่างหมู่เก้าอี้นั่งเล่นกับโต๊ะอาหารให้เป็นสัดส่วน

จำได้ว่าก่อนจะฟุบลงไปกับเก้าอี้ตัวยาวตัวนี้ หล่อนเข้าไปสำรวจความเรียบร้อยในครัวว่าไม่ได้หลงลืมสิ่งใด เช่นดับไฟบนเตาจนมอดสนิทแล้ว และจำแนกว่ากับข้าวชนิดไหนควรทิ้ง ชนิดไหนควรเก็บในตู้กับข้าวจนเรียบร้อย แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ปะหน้าเทียนชัยผู้เป็นสามี

ถ้าจะบอกว่าเขากำลังเพลิดเพลินอยู่กับสุรานารี... หล่อนก็ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกนัก เพราะชื่อเสียงเรื่องความเจ้าสำราญที่หล่อนรับรู้มาตั้งแต่ก่อนจะได้ตบแต่งกัน ก็เข้าหูอยู่กลาย ๆ จากบรรดาคนที่รายรอบตัวหล่อน ตลอดจนถึงทรงศรีผู้เป็นแม่สามีเมื่อครั้งมาทาบทามดูตัวหล่อนที่บ้าน ก็เคยเอ่ยถึงเรื่องราวอย่างนี้ให้ฟังอย่างไม่ปิดบังด้วยความที่ช่อแก้วเป็นบุตรสาวของเพื่อนของทรงศรี ซึ่งได้ไปมาหาสู่กันสม่ำเสมอจนเกิดความสนิทชิดเชื้อ แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ไม่ใช่ในรุ่นลูกซึ่งจะเอามาผูกโยงกันได้อย่างสนิท...

“พ่อเทียนชัยน่ะ... ถ้าลำพังแค่จะเที่ยวสนุกตามประสานั่น ฉันก็ไม่อยากจะว่าอะไรหรอก แต่ถ้าขืนปล่อยนานไปก็กลัวว่าเขาจะไปคว้าเอาผู้หญิงหยำฉ่ามาทำเมียเป็นตัวเป็นตน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วฉันคงจะอกแตกตาย ! เขาน่ะ... จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร นี่ก็ได้ไปร่ำเรียนจนถึงเมืองนอกเมืองนา งานการอะไรเขาก็รับผิดชอบ ไม่ทำเหลวไหล เรื่องนี้ฉันถึงไว้ใจให้จัดการงานแทนได้ เขาเป็นคนฉลาดว่องไว... เหมือนอาเตี่ยเขานั่นแหละ”

นี่คือถ้อยความตอนหนึ่งที่ช่อแก้วได้รับฟังด้วย เมื่อทรงศรีเอ่ยกับช้องนางผู้เป็นแม่ของช่อแก้วไปเรื่อย ๆ อย่างที่หล่อนเป็นมาเสมอ ยามบ่ายวันหนึ่งที่ให้เด็กรับใช้จัดหาข้าวของต่าง ๆ นานา มาจัดปรุงทำอาหารเลี้ยงกันในหมู่เพื่อนฝูง แต่พูดไปก็แวะมาสบตาช่อแก้วที่นั่งอยู่เคียงข้างไป อย่างอยากจะถ่ายทอดความรู้สึกสนิทสนมออกมาทางคำพูดและสายตาด้วยอย่างไรอย่างนั้น ช่อแก้วเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นธุระเกี่ยวพันอันใดแก่ตัวนัก จึงยิ้มตอบบ้างตามแต่จังหวะที่ทรงศรีคอยส่งมา และท่าทางแช่มช้อยของช่อแก้วก็คงจะถูกใจทรงศรีไม่น้อย จนต้องออกปากชมแทบทุกครั้งที่มาเยือนถึงเรือนชานบ้านว่า

“น่ารักน่าเอ็นดู... จุ๊ จุ๊ ๆ นี่ถ้าป้าได้ลูกสาวอย่างนี้ไว้เลี้ยงสักคน คงจะดีไม่น้อยเชียวนะ... ช่อแก้ว ดูสิ ! ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เห็นอย่างนี้คนแก่อย่างป้าก็ชื่นนนใจ” ทรงศรีลากเสียงยาวให้รู้ถึงความรู้สึกจริงใจในคำพูดของตน หล่อนนึกพอใจเด็กสาวคนนี้นัก ยามที่เมื่อมาเยี่ยมเยียนช้องนางแล้วเห็นว่าช่อแก้วคอยช่วยหยิบจับอะไรได้อย่างคล่องแคล่ว

ผิดกับเทียนชัยซึ่งตามวิสัยของเด็กผู้ชายแล้วก็จะหนีไปเล่นถึงไหนต่อไหน กว่าจะตามตัวได้ก็เล่นเอาเด็กรับใช้หายไปเสียนานสองนาน เพราะนอกจากจะไปตามให้ตามคำสั่งแล้ว ดีไม่ดีจะเข้าผสมโรงเล่นโลดโผนไปกับลูกชายสุดทะโมนของหล่อนด้วย จนไม่รู้ว่าจะออกปากตำหนิใครก่อนดี ...ระหว่างเด็กรับใช้ผู้ซึ่งยอมตามอย่างที่ลูกเจ้านายว่า หรือลูกชายหล่อนที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งที่หล่อนฝากเด็กรับใช้ไป และเมื่อเติบใหญ่จนเรียนรู้ภาษาต่างชาติได้พอประมาณแล้ว ก็ต้องห่างอกไปเรียนในบ้านเมืองอันห่างไกลนานเกือบสิบปี หล่อนจึงไม่ใคร่จะอยู่บ้านให้รู้สึกเงียบเหงาเพราะคิดถึงลูกชาย แต่หากชอบออกมาพบปะกับคนนั้นคนนี้ให้ครึ้มอกครึ้มใจเสียมากกว่า

และในเวลาต่อมาไม่นานหลังจากเทียนชัยกลับมาเริ่มทำงานเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว งานแต่งงานระหว่างเขากับช่อแก้วจึงเกิดขึ้น โดยถือเป็นธุระของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายที่จะให้ความเห็นชอบเป็นหลัก ตามขนบอันดีของสังคมสมัยนั้น

“แป๊น ! ” เสียงแตรรถดังขึ้นหน้าบ้าน หล่อนลุกพรวดวิ่งออกไปเปิดประตูทันที จนแทบจะสะดุดพลัดตกบันได เพราะกลัวว่าเขาจะรอนานจนออกปากตำหนิหล่อนได้ ทั้งที่ใบหน้าของหล่อนขึงตึงไปด้วยความปวดเมื่อยจากการหยิบโน่นจับนี่ จัดการงานภายในบ้านไม่ให้มีสิ่งใดต้องขาดตกบกพร่อง

เทียนชัยก้าวเท้าลงจากรถด้วยอาการคึกคักทำหัวเราะร่วน ใบหน้าแดงปื้นมีกลิ่นเหล้าโชยคลุ้ง พอเห็นหล่อนจะเข้าประคองจึงทิ้งน้ำหนักโถมลงที่ตัวหล่อนเต็มแรงจนหล่อนเซถลาคล้ายจะเย้าหล่อนเล่น ซึ่งก็ได้ผลเพราะหล่อนเงยหน้าหันมองเขาเป็นเชิงถาม

“ฮะฮ่า... แม่ช่อ ไหวไหมล่ะ ? ”

“คุณเทียน... อย่างนี้ฉันจะเดินไม่ไหวนะคะ” หล่อนออกแรงผลักเขาเบา ๆ ให้ยืนตัวตรง

“ฮะฮ่าฮ่า...” เขายืดตัวขึ้นตามแรงนั้น แต่ก็อดที่จะทำสรวลเสเฮฮาต่อไปอย่างเรื่อยเปื่อยไม่ได้เวลาที่เหล้าเข้าปากไปแล้วระดับหนึ่ง

หล่อนพาผู้เป็นสามีเดินขึ้นบันไดบ้านไปอย่างทุลักทุเล จนเมื่อปล่อยเขาลงบนเตียงได้ เทียนชัยก็พยายามจะโน้มตัวลงจูบแก้มช่อแก้ว แต่หล่อนพลันเบี่ยงหน้าผงะออกโดยทันที สีหน้าอันรื่นเริงของเขาจึงได้สะดุดหยุดลง ส่วนปากก็โพล่งถามไปว่า

“ทำไม ? แม่ช่อ หล่อนเป็นเมียฉันไม่ใช่รึ ? ”

หล่อนสบตาเขาตรง ๆ ด้วยแววแข็งกร้าวอย่างประหลาดในความรู้สึกของเขา เมื่อหล่อนแอบวูบไปนึกถึงเรื่องที่ได้ยินจากปากของเพื่อนนางหนึ่งซึ่งเพิ่งได้พบกันเมื่อตอนกลางวัน

“สามีหล่อนน่ะเขาไปที่โรงน้ำชานั่นออกบ่อยไป หล่อนต้องรู้จัก ระมัดระวัง บ้างนะ ผู้หญิงที่นั่นน่ะเป็น อย่างไร หล่อนก็น่าจะเดาออก...” น้ำหนักเสียงที่ทิ้งลงที่บางคำนั้นสะกิดให้หล่อนเข้าใจความหมายที่แท้จริง ที่เพื่อนต้องการจะบอกกล่าวด้วยความห่วงใย และกลัวว่าช่อแก้วจะรู้ไม่เท่าทันเรื่องพรรค์นี้

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นนะ... ฉันไม่ชอบ ! ” เทียนชัยขึ้นเสียงปราม ด้วยความถือตัวว่าอยู่ในฐานะที่ต้องได้รับ ความยำเกรงในความเป็นสามีเสมอ

“โอ๊ย ! เจ็บนะคะ... ปล่อย ! ” หล่อนร้อง พลางรั้งมือของเขาที่ตอนนี้เข้าประกบบีบที่แก้ม

“คิดอะไรอยู่ ? ทำไมมองหน้าฉันแบบนั้น ? ” เขาคาดคั้นให้หล่อนพูด

“ฉัน... ฉัน...” หล่อนตัวสั่นด้วยความกลัว และกำลังจะร้องไห้จนรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ ทำให้พูดอะไรไม่ออก เขาปล่อยมือออกแล้วยกขึ้นห้ามไม่ให้หล่อนปริปากอะไรอีก

“พอ ! ฉันไม่อยากจะอารมณ์เสีย... ไปเอาเหล้ามาทีสิ ! ที่กินไปเมื่อกี้จางหมดแล้ว...” เขาสั่ง พอเห็นว่าหล่อนยังรีรอจึงตะคอกใส่ “แม่ช่อ ! หรือจะให้ฉันลงไปเอาเอง” เสียงกระชากกระชั้นดุดันนั่น ทำให้หล่อนต้องเก็บกลืนความรู้สึกขุ่นข้องทุก ๆ อย่างเอาไว้ในใจ และทำอารมณ์นิ่งเฉยราวกับว่าเมื่อครู่นี้เขากับหล่อนไม่ได้เกิดมีปากเสียงกัน ขณะที่นั่งอยู่ในห้องนอน มองดูเขากระดกเหล้าอยู่ที่มุมเก้าอี้ริมหน้าต่าง ✵

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑๐