บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2561 - 14:40 น.
AA 51

  

 บ้านไทยมีอายุมุงหลังคาทรงปั้นหยา ตัวบ้านเป็นไม้สีเขียวอ่อนแซมด้วยสีเข้มของบานวงกบ   ตั้งอยู่ดูโดดเดี่ยวหลบตาผู้คนในซอยลึกแถบชานเมือง สภาพอันอึมครึมทึมทึบเกลื่อนกลืนไปกับม่านไม้ของต้นมะขามสูงใหญ่ ที่แผ่พุ่มคุ้มปรกตัวบ้านเอาไว้อย่างมิดชิดไม่ให้ใครเห็นได้ถนัดตา เผยให้เห็นเพียงด้านหน้าของห้องชั้นที่สองเมื่อมองจากอีกฟากถนน จึงยิ่งขับเน้นให้รู้สึกถึงความเคลือบคลุมและคงความสนเท่ห์ไว้ได้มาเนิ่นนาน และบัดนี้ถูกตกแต่งทาสีเสียใหม่ทับของเดิมซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับเมื่อครั้งที่มันเพิ่งถูกสร้างขึ้น เป็นอันว่างานนี้สำเร็จลุล่วงไปตามที่ฉัตรแก้วได้ว่าจ้างช่างเอาไว้โดยสมบูรณ์

หากพิเคราะห์กันจริง ๆ แล้ว บ้านหลังนี้ดูผิดแผกไปมากจากสิ่งรายรอบที่ผุดขึ้นมาตามกาลสมัยที่เปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็นตึกศูนย์การค้าที่สูงตระหง่านตั้งห่างออกไปอยู่เยื้องกับต้นซอยทางเข้าด้านหนึ่ง ซึ่งมาพร้อมกับกระดานสื่อโฆษณาที่ส่องแสงเจิดจ้าเคลื่อนไหววูบวาบล้อไปกับสายตาของผู้คนบนท้องถนน อีกทั้งคอนโดมิเนียมเอยหรือว่าโรงแรมเอยก็ดูเหมือนกำลังจะประกาศประชันความโอ่อ่าหรูหราตามแต่ เงินตราและจิตใจ ของคนจะบันดาลให้เป็นไป

“ครืดดดดดดดดด”

มีบางสิ่ง... บางอย่าง... แอบเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบ ส่งเพียงเสียงกระซิบกระซาบให้หญิงสาวผู้นั้นได้ยินโดยปราศจากเจตจำนงจะแพร่งพรายให้ ‘ผู้อื่น’ ได้ยินด้วยแม้ว่าจะอยู่ในอาเขตบริเวณเดียวกัน

หล่อนจึงกรอกตาไปรอบ ๆ พลางกลั้นหายใจ เพราะไม่อยากจะให้เสียงลมหายใจของตัวเองไปรบกวนเสียงนั้น แล้วคอยเงี่ยหูฟังว่าเสียงนั้นคือเสียงอะไร ? มาจากที่ไหน ?

“คุณครับ... คุณ ! ” เสียงของนายช่างปลุกให้หล่อนตื่นจากภวังค์ที่กำลังส่งใจให้หลุดลอยติดตามเสียงนั้นไป

“คะ ? ว่าไงนะคะ ? ” หล่อนสะดุ้งตัว แล้วผละสายตาที่แสร้งทำเป็นว่ากำลังตรวจดูพื้นห้องชั้นบน หันกลับไปมองเจ้าของเสียงนั้นทันที

“ผมให้ลูกน้องตามเก็บรอยเปื้อนทั่วบ้านเรียบร้อยแล้ว คุณช่วยเซ็นรับงานด้วยนะครับ เอ่อ... ถ้าต่อไปมีงานอะไรก็เรียกผมได้ตลอดนะครับ ไม่มีวันหยุด” หล่อนจึงรับเอกสารจากมือนายช่างวางลงบนโต๊ะ แล้วจรดปากกาลงลายมือชื่อไว้เพื่อเป็นการรับรองว่าช่างได้ส่งมอบงานในสภาพเรียบร้อยดีแล้วตามสัญญา

“ฮึ ๆ ” เสียงนายช่างหัวเราะในลำคออย่างพอใจในผลงาน “บ้านสวยนะครับ... ไม่ร้อนด้วย” นายช่างหันไปพูดกับชนม์ชาติ แฟนหนุ่มของหล่อนซึ่งเพิ่งเดินตามขึ้นมา แล้วต้องหยุดมองแถบไม้ฉลุลายหยาดน้ำฝนเหนือประตูห้อง เขาจึงได้ละสายตาจากตรงนั้นหันมาพยักหน้าพลางยิ้มรับคำของนายช่างเป็นเชิงว่าเห็นพ้องด้วย “เอ... ไม่ทราบจะเป็นการรบกวนมั้ย ? ถ้าผมจะขออนุญาตเก็บภาพไว้สักหน่อยนะครับ เอาไว้ทำรีเฟอเรนซ์งาน... ก็จะมีภาพบ้านถ่ายจากข้างนอกแล้วก็ผนังห้องอย่างละภาพ”

“เอ่อ... ได้เลยค่ะ ไม่ได้รบกวนอะไร” หล่อนเอ่ยขึ้นหลังจากที่หันมองหน้าแฟนหนุ่ม พอเห็นเขาพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าให้ทำได้ จึงตอบรับนายช่างไปอย่างไม่ติดใจอะไร

ชนม์ชาติ เป็นชายหนุ่มซึ่งอายุอานามเพิ่งจะเข้าเลขสามมาเพียงไม่กี่ปี ด้วยรูปร่างสูงโปร่งได้สัดส่วน มีผิวสีขาวจัด ใบหน้าดูหมดจด โดดเด่นด้วยสันจมูกโค้งโด่งมีแววกระเดียดไปทางคนไทยเชื้อสายแขก ซึ่งเป็นใบหน้าที่ดูสวยงามเป็นไปคนละทิศคนละทางกับฉัตรแก้ว ที่มีนัยน์ตากลมโต แต่จมูกปากบางเล็ก อีกผิวสองสี และที่ดูจะสะดุดตาคนที่สุดก็คือสันจมูกที่ตกแต่งให้สูงชัดขึ้นรับกับใบหน้าเดิม ซึ่งมักจะเชื้อเชิญให้คนอื่น ๆ เข้ามาซักถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ และอาจจะออกปากชื่นชมด้วยแต่นั่นก็เกิดขึ้นเพียงแค่ในบางครั้ง ซึ่งหล่อนออกจะชินเสียแล้วกับ มารยาทสังคม ของคนสมัยนี้ที่ดูจะอิหลักอิเหลื่อ ผสมเผสกันไประหว่าง ความจริงใจกับความจุ้นจ้าน อย่างแยกกันไม่ออก...

“ผมลงไปดูช่างก่อนนะ” เขายื่นมือไปแตะที่แขนหล่อนเป็นการบอกให้รู้ และปล่อยให้หล่อนเพ่งมองลวดลายอันอ่อนช้อยของราวบันไดด้วยท่าทางครุ่นคิด อย่างกับว่ากำลังจะมองหารอยตำหนิตรงที่ใดที่หนึ่งบนแผ่นไม้แกะสลักเหล่านั้นอยู่เพียงคนเดียว

“ชั้นล่างนี่โปร่งดีนะครับ แหม... พอรีโนเวทใหม่ก็ดูกว้างขวาง เหมาะครับ ! เป็นไอเดียให้คนที่อยากทำบ้านเก่าเผื่อว่าเค้าไม่อยากจะรื้อทิ้งทั้งหลัง” ชนม์ชาติยิ้มรับขณะมองดูนายช่างกำลังยกมือไม้ทำท่าทางประกอบคำพูด พาลเกิดความคิดไปว่านายช่างผู้นี้ช่างเจรจาพาที... ผิดกับบุคลิกภายนอกที่มีรูปร่างใหญ่หนา ใบหน้าที่ฉายแววขึงขัง แต่หากมีน้ำเสียงและถ้อยคำที่นุ่มนวลฟังแล้วเพลินอย่างคาดไม่ถึง

“ผมเก็บภาพเสร็จแล้วครับ เห็นทีจะต้องขอตัวกลับแล้วล่ะ” สิ้นเสียงลานั้นฉัตรแก้วก็เดินลงบันไดหน้าบ้าน เตี้ยๆ มายืนเทียบกับแฟนหนุ่ม จึงได้ยกมือขึ้นไหว้ล่ำลากันไปทั้งเจ้าของบ้านทั้งช่าง

ช่างลูกน้องออกรถไปแต่ยังไม่พ้นรั้วบ้าน ก็เห็นนายช่างซึ่งนั่งอยู่เบาะข้าง ๆ เหลียวหลังกลับไปยกมือขึ้นไหว้ปรก ๆ ไปทางตัวบ้าน จึงเลิ่กลั่กถามลูกพี่ว่า “พี่ทำอะไร ? ไหว้ใคร ? ไหว้อะไร ? ห๊า... ? ”

“พวกเอ็งก็ควรจะไหว้สักหน่อยนะ เร็วเข้า ! ” ลูกพี่บอกให้ลูกน้องทำตาม รถจึงชะลอจอดอยู่ครู่หนึ่ง โดยที่สอง หนุ่มสาวเจ้าของบ้านไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตอะไร “เมื่อกี้เหมือนข้าเห็น อะไร อยู่ที่ห้องข้างบนโน่น ข้าถึงเลี่ยงมาถ่ายแต่ข้างล่างอย่างเดียวง่า...”

“พี่อย่าบอกนะว่า... พี่เห็นผผผผี ! ” ลูกน้องที่นั่งอยู่เบาะแคบด้านหลังถลันไปเกาะเบาะหน้าเสียแน่น แล้วละล่ำละลักถามเสียงสูงแถมลากเสียยาว

“เฮ้ย ! อย่าเที่ยวพูดไป... เวลาเอ็งจะเข้าจะออกบ้านใคร ยังไงซะก็ต้องรู้จักเกรงใจ เจ้าของบ้าน เค้าซักหน่อย จำเอาไว้ ! ” นายช่างออกปากห้ามแทบไม่ทัน เพราะไม่อยากให้มีการพูดเรื่องผีสางกันไปอย่างสนุกปากเสียเรื่อยเปื่อย จนกลายเป็นการเผลอพูดลบหลู่ดูหมิ่นกันได้ง่าย ๆ อย่างที่เขาเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ตบท้ายด้วยการตักเตือนบอกสอนให้รู้ว่าควรจะระมัดระวังอย่างไรบ้างเวลาที่ทำงานในบ้านของผู้อื่น

“โหพี่... นี่มันมีจริง ๆ หรอพี่ เรื่องแบบนี้ ? ” เจ้าลูกน้องที่จับพวงมาลัยไว้ยังซักไซ้ต่ออย่างสนอกสนใจ

“เออ ! เอ็งไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่ นี่เพราะข้าเห็นนะข้าถึงเชื่อ ! มันไม่ว่าจะบ้านใหม่หรือเก่าก็ มี ด้วยกันทั้งนั้นแหละ...” นายช่างจึงต้องกล่าวย้ำกับลูกน้อง โดยอ้างถึงความเชื่อของตนที่เกิดจากประสบการณ์ที่เคยผ่านมาถึงเรื่องราวเร้นลับอย่างนี้ ซึ่งเข้าใจดีว่าคนที่ไม่เคยเจอก็จะไม่อาจเชื่อได้อย่างสนิทใจนัก

ตะวันเคลื่อนคล้อย... คลี่คลายความร้อนแรงของยามบ่ายทีละน้อย จนบัดนี้เข้าสู่ยามย่ำค่ำโดยที่สองหนุ่มสาวแทบไม่ทันได้รู้สึกตัว มองออกไปอีกทีก็เห็นสีครามหม่นแผ่คลุมเป็นม่านฟ้าอยู่เบื้องบน ฉัตรแก้วนั่งเหม่อมองออกไปนอกรั้วบ้าน ปล่อยให้เสียงเพลงจากหูฟังทวนท่วงทำนองอันคุ้นหู เป็นฉากหลังให้กับแสงไฟจากรถทั้งสีแดงและส้มเคลื่อนที่สวนทางกันบนถนน ซึ่งแลดูวูบวาบราวกับกำลังเต้นระบำตามจังหวะ ปรึ่บ... ปรึ่บ... ที่ฟังคล้าย ๆ กับเสียงปรบมือในเพลงแนวอาร์แอนด์บี จนรื้อเอาภาพเก่า ๆ ให้ผุดขึ้นมาฉายอยู่ห้วงความคิด พลันผลักเอาภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าให้ผลุบหายไปเสียชั่วขณะ...

กรึ๊บบบ... หล่อนได้ยินเสียงเหมือนแฟนหนุ่มปิดประตูห้องชั้นบน ก็เดาได้ว่าเขาคงจะอาบน้ำเสร็จแล้ว ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเหยียบลงไปบนขั้นบันไดไม้ ที่บ้างก็เบาเสียจนไม่ได้ยิน บ้างก็ดัง แอ๊ด ๆ ... จนหล่อนอดหันไปมองไม่ได้

ชนม์ชาติไม่รอช้าที่จะเดินมาประชิดตัวหล่อนจนได้กลิ่นเมลทอลเย็น ๆ ของสบู่ “ทำไมมานั่งมืด ๆ ? ” เขาทักไปตามภาพที่เห็น หล่อนจึงเลิกตาแล้วยิ้มให้แทนคำตอบ

จนเวลาเกือบครึ่งคืน... ที่หล่อนกับเขานั่งจิบคอกเทลโซดาเจือด้วยเหล้ารัมคิวบาจาง ๆ แกล้มกับกุ้งแม่น้ำตัวแน่นซึ่งจี่บนกระทะให้พอหอมกลิ่นซอสเทอริยากิ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์แผ่ความร้อนผะผ่าวให้แล่นซึมไปจนทั่วตัวหล่อนแม้ว่าจะจิบไปเพียงครึ่งแก้ว คลอไปด้วยเสียงของเขาที่กำลังเล่าระบายความรู้สึกอันไม่ปลอดโปร่งที่เกิดจากการทำงานที่เคยผ่านมา ซึ่งหล่อนพอจะรู้เค้าเรื่องพรรค์นี้อยู่แล้วแต่ก็ปล่อยให้เขาได้ทวนย้ำถ้อยคำเดิม ๆ ซ้ำอีกอย่างไม่รู้เบื่อ

ภายใต้การแสดงออกว่าใจจดใจจ่ออยู่นั้น เขาหารู้ไม่ว่าหล่อนกำลังลอบมองเขาอยู่ …ขนตาเรียงกันเป็นแพสวยไล่ระดับสั้นยาวอย่างพอเหมาะพอเจาะราวกับของปลอม หล่อนไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนจะมีขนตาสวยได้ขนาดนี้...หรือไม่หล่อนก็คงไม่เคยได้มีโอกาสมองใครอย่างใกล้ชิดขนาดที่จะหายใจรดกันแบบนี้บ่อยนัก...

“...ผมก็หวังว่าเราคงจะได้อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต” เรื่องเล่าของเขาเดินทางผ่านจุดพลิกผันกับคนรักคนก่อน ซึ่งเริ่มต้นจากความหลงใหลหวือหวา จนกระทั่งแปรเปลี่ยนไปเป็นความร้าวฉานที่กัดกินหัวใจได้อย่างไร ? นั่นฟังดูราวกับละครเมโลดราม่าในช่วงไพร์มไทม์ไม่มีผิด เขาขยับตัวรินคอกเทลที่เหลือจนหมดขวด ซึ่งหล่อนปล่อยให้เขาดื่มจนหมดเพียงคนเดียวเพราะไม่ชอบอาการเจ็บร้าวที่ศีรษะเมื่อตื่นนอน จนทำให้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรไปอีกทั้งวัน

ฉัตรแก้วเดินนำชนม์ชาติเข้าไปในห้อง แล้วล้มตัวลงบนเตียงหนานุ่มพร้อม ๆ กับร่างอุ่นของเขาที่โถมกอดมาพลางหัวเราะเบา ๆ ที่ข้างหู แล้วเลื่อนปากซุกไซ้ลงที่ซอกคอจึงค่อยไล้ต่ำลง เอามือปาดป่ายไปคลึงทาบกับเนินเนื้ออย่างบรรจงจะเน้นน้ำหนักของนิ้ว ที่ส่งสัมผัสไล้ไปรอบ ๆ ปลายส่วนนั้น จนหล่อนต้องขบฟันพริ้มตาหลับรับสัมผัสที่รุมรุ่มด้วยไอระอุ ซึ่งส่งมาจากแผ่นอกกว้างของเขายามที่ทาบไปกับแผ่นหลังของหล่อน จนหลอมเอาส่วนซ่อนลึกในเรือนกายของหล่อนให้ละลายออกมาเป็นหยดหยาดอันชื้นฉ่ำ

เขาเชิดหน้าขึ้นประทับจูบไปบนริมฝีปากบางเล็ก แล้วบังคับมือของหล่อนให้เลื่อนลงไปลูบไล้เนื้อกายของเขาอย่างเบามือ หล่อนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ถึงนิ้วมือของเขากำลังเลื่อนไล้ลงแล้วส่งความรู้สึกให้ซ่านสะท้านไปจนถึงปลายเท้า และเมื่อริมฝีปากของเขาแอบขบกับริมฝีปากหล่อนเข้า ก็รู้สึกถึงแรงผลักเบา ๆ แสดงการขัดขืนบางอย่าง เขาจึงเงยหน้าขึ้นหรี่ตามองด้วยแววละเมียดอยู่วูบหนึ่ง แล้วค่อยเอี้ยวตัวไปเลื่อนเก้าอี้ใกล้มือจนเสียงดังครืด... มาพาดเสื้อกล้ามหลวมลุ่ยที่เพิ่งถอดออก แล้วควานหาบางสิ่งบนโต๊ะข้างเตียงท่ามกลางแสงเงาจากไฟโคมสลัว ๆ ส่องสีส้มนวลขับให้ห้องดูอุ่นตา

ให้ทิปบล็อก - ช่วยสนับสนุนบล็อกของเราด้วยการให้ทิป เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์งานดีๆ ได้ต่อไป
[ บล็อกนี้ได้ทิปแล้ว 0 ครั้ง ]
20 บาท
50 บาท
100 บาท
*คุณสามารถให้ทิปได้ ตั้งแต่ 20 - 1000 บาท
บทความถัดไป เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑๐

บทความอัพเดทล่าสุด

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เพลินพิรุณ ตอนที่ ๑